เซีย ถล่ม รมว.แรงงาน ปรับค่าจ้างขั้นต่ำช้ากว่า “เต่าย่อง” แฉนำงบสร้างความปลอดภัย 50 ล้าน ไปสร้างตึก-ซื้อรถ ซัดนำงบพัฒนาทักษะฝีมือ ไปซื้อคอมพิวเตอร์ 83 ล้าน
เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 31 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สี่
นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขออภิปรายงบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานทุกสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่มีมากกว่า 40 ล้านคน และชีวิตพี่น้องแรงงานอยู่ในสภาพ “ค่าครองชีพแสนแพง ค่าแรงแสนต่ำ ทำงานก็กลัวอุบัติเหตุ สังเวชกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง การพัฒนาฝีมือแรงงานแบบเดิมๆ การเพิ่มสวัสดิการที่ไม่เคยเป็นจริง”
ปัจจุบันข้าวของเครื่องใช้เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้วราคาต่างกันอย่างเห็นได้ชัด น้ำมันพืชเมื่อ 5 ปีที่แล้วราคาขวดละ 40 บาท วันนี้ขวดละ 55 บาท เนื้อหมู 5 ปีที่แล้วราคากิโลกรัมละ 155 บาท วันนี้กิโลกรัมละ 175 บาท ก๊าซหุงต้ม 5 กิโล เมื่อ 5 ปีที่แล้ว 364 บาท วันนี้ 423 บาท ยังไม่พูดถึงสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
ปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคนแพงขึ้นทุกอย่าง อย่างรวดเร็ว แต่ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นช้ามาก ช้ายิ่งกว่าเต่าย่อง
นายเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ค่าจ้างขั้นต่ำปรับพร้อมกันทั่วประเทศ แต่วันนี้ปรับไม่เท่ากัน 10 กว่าปีที่ผ่านมาค่าจ้างปรับสูงสุดอยู่ที่ 400 บาท แต่ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นช้า ต่ำสุดอยู่ที่ 337บาท ทั้งที่รมว.แรงงานบอกจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่กระทรวงแรงงานกล้าของบประมาณเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น
ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุในตัวชี้วัดปี 2569 จะผลักดันจำนวนแรงงานให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 2.5 ล้านคน ทั้งที่แรงงานประเทศไทยมี 40 ล้านคน ที่เหลือจะปล่อยตามยถากรรมใช่หรือไม่
นายเซีย กล่าวต่อว่า จำนวนอุบัติเหตุของผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้นทุกวัน ปี 2565 มีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน 76,000 คน ปี 2566 เพิ่มเป็น 81,000 คน และปี 2567 มี 87,000 คน รวม 3 ปี มีแรงงานบาดเจ็บจากการทำงาน 2.5 แสนคน
ปีนี้ของบโครงการความปลอดภัยและชีวอนามัยประเทศไทย 100 ล้านบาท ดูเหมือนให้ความสำคัญความปลอดภัยป้องกันอุบัติเหตุการทำงาน แต่เป็นงบดำเนินการแค่ 31 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบสร้างตึกมากกว่า 50 ล้านบาท และที่เหลือซื้อลิฟต์กับรถอีก 5 คัน จะช่วยลดอุบัติเหตุอย่างไร
นายเซีย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ลูกจ้างถูกลอยแพจากการเลิกจ้าง รัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ข้อมูลกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงาน ปี 2562-2567 มีลูกจ้างไม่ได้รับเงินตามคำสั่งเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน 43,000 คน เป็นเงิน 2,800 ล้านบาท ปล่อยนายจ้างกินหรู อยู่สบาย ไม่ดำเนินคดีนายจ้างอย่างจริงจัง ปล่อยแรงงานถูกนายจ้างละเมิด จัดงบแบบน่าสังเวช
ส่วนการเพิ่มทักษะเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ปีนี้ได้งบพัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบ 260 ล้านบาท ได้งบเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 160 ล้านบาท แต่เป็นโครงการเดิมๆ อบรมอาชีพแบบเบี้ยหัวแตก อบรมเสร็จก็แจกของ สุ่มเสี่ยงทุจริต ละเลยพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงความต้องการตลาดแรงงานปัจจุบัน
งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เอาไปพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่เอาไปซื้อคอมพิวเตอร์ใช้ในสำนักงาน 83 ล้านบาท และพัฒนาระบบบริหารจัดการกลางด้วยปัญญาประดิษฐ์ 74 ล้านบาท
อีกเรื่องคือสวัสดิการผู้พิการ มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่มีผู้ปฏิบัติงาน 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตรา 100คน ต่อ 1 คน แต่หน่วยงานรัฐไม่ทำตามกฎหมาย ปี 2567 หน่วยงานรัฐจ้างงานคนพิการเพียง 3,600 คน จากสัดส่วนที่ต้องรับคนพิการ 18,000 ตำแหน่ง
และจัดงบโครงการส่งเสริมคนพิการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ให้แค่ 3.6 แสนบาท เท่ากับจ้างคนพิการได้แค่ 2 คน หรือโครงการส่งเสริมสวัสดิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเกษียณอย่างมีคุณภาพของประชากรวัยแรงงาน ได้งบ 2 ล้านบาท
“โครงการจัดสวัสดิการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานและครอบครัวเพื่อส่งเสริมแรงงานหญิง 5 ล้านบาท ก็เอาไปจัดอบรม นำแรงงานมานั่งฟังกระทรวงแรงงานเทศนาว่า เกษียณแล้วจะทำตัวอย่างไรไม่ให้เป็นภาระครอบครัว ไม่แน่ใจใครควรไปอบรมระหว่างคนทำงานปากกัดตีนถีบ หรือรัฐบาลที่จัดงบไม่มีน้ำยา เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดงบได้เหมาะสม จึงไม่เห็นด้วยกับร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69” นายเซีย กล่าว