“สุทิน” ยัน งบ 69 สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ ชี้กู้มาฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ชมรัฐบาลคิดนอกกรอบหารายได้ เพิ่มงบพัฒนาคน ย้ำงบกองทัพจัดตามความตึงเครียดสถานการณ์โลก
เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 31 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เป็นวันที่สี่
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสรุปงบ 69 ในส่วนของรัฐบาลว่า ได้เห็นวิธีอภิปรายและข้อมูลที่หลากหลาย ถูกกาลเทศะบ้างไม่ถูกบ้าง แล้วกรอบใดถึงจะถูกกาลเทศะ คือชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศหรือไม่
สำคัญที่สุดคือตอบโจทย์ประชาชนหรือไม่ และสุดท้ายคือตรงใจสส.หรือไม่ เพราะสส.คือตัวแทนที่รู้ความเดือดร้อนของประชาชนที่สุด ซึ่งจะสรุปจาก 4 กรอบนี้ว่า ควรจะยกมือเห็นชอบหรือไม่
นายสุทิน กล่าวว่า งบทั้งหมดปีนี้ คือ 3.78 ล้านล้านบาท แม้ส่วนตัวจะไม่พอใจ และยอมรับว่าอยากได้เยอะกว่านี้ แต่ก็ติดที่สถานะการเงินของประเทศ ถ้าอยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องกู้จนชนกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่น้อยกว่านี้ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ จึงเชื่อว่ารัฐบาลตั้งอยู่บนความสมดุลของปัจจัยต่างๆ แล้ว ตามความเป็นจริง
นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณขาดดุล 8 แสนกว่าล้าน ซึ่งก็ได้กู้มา เชื่อว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีใครอยากกู้เงิน แต่จำเป็น และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็ไม่ถึง 20%
“การกู้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป การฟื้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องกู้ อยู่ที่กู้มาทำอะไร คุ้มค่าหรือไม่ ถูกทิศถูกทางหรือไม่ การกู้ไม่ใช่ครั้งแรก ประเทศนี้ไม่ได้กู้อยู่ 2 ปีเท่านั้น คือปี 2548-2549 ที่นายกรัฐมนตรีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ทำไว้สมดุล เราก็อยากทำสมดุลอย่างนั้น แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้” นายสุทินกล่าว
นายสุทิน กล่าวต่อว่า มีเรื่องที่ดี คือ รายจ่ายประจำลดลง แม้ไม่มาก 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็นานๆ เห็นที ก็คิดว่าน่าจะถูกทาง ต้องขอชื่นชมและปรบมือให้รัฐบาล แต่งบการลงทุนลดลง เพื่อไปใช้หนี้คงคลัง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยตั้งงบส่วนนี้
รัฐบาลคิดนอกกรอบว่า งบลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินรัฐเสมอไป ใช้เงินนอกงบประมาณ หรือชวนเอกชนลงทุน หรือสถาบันการเงินของรัฐ ก็ชดเชยได้ พอรับได้
นายสุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายรัฐบาลที่ตกม้าตาย แต่รัฐบาลนี้ทำงบสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และพ.ร.บ.บริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ส่วนแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศระยะที่ 2
รัฐบาลได้จำแนก 6 ยุทธศาสตร์ เป็น 9 ยุทธศาสร์ และสอดคล้องทุกยุทธศาสตร์ ในการวิเคราะห์ของสำนักวิเคราะห์งบประมาณ ในยุทธศาสตร์การเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพ
“ต้องยอมรับว่า สส. เป็นทุกข์ เมื่อมีการวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันบนเวทีโลก เด็กไทยน่าห่วงทั้งด้านการศึกษา แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน สภาพทางสังคมก็มีปัญหายาเสพติด รุมถล่มจนหมดความเป็นคน ทำลายอนาคตของประเทศ” นายสุทิน กล่าว
นายสุทิน กล่าวว่า ในยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จัดงบเพิ่มขึ้น ก็ค่อนข้างชื่นใจ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เด็กลดลงทั้งระบบ ถ้าคนมองรัฐบาลไม่ดีจะตำหนิรัฐบาลว่า เด็กลดลง งบประมาณรายหัวต้องลด แต่ดูในรายละเอียด ก็ต้องขอบคุณ อย่างอื่นยังพอลดได้ ลดพัฒนาคน อย่าลดเลย เพราะทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศคือมนุษย์
สำหรับกรอบที่ 3 คือเรื่องตอบโจทย์ประเทศหรือไม่ การจัดงบประมาณแผ่นดินเป็นการให้ยาประเทศ ตั้งแต่การแถลงนโยบาย จะดูว่ารัฐบาลตีโจทย์ถูกหรือไม่ ถ้าเป็นหมอก็คือวินิจฉัยโรคถูกหรือไม่ ต้องยอมรับว่ารัฐบาลวินิจฉัยถูก แต่จะจ่ายยาถูกหรือไม่ ถ้าผิดก็เสียโอกาส ปัญหาของประเทศชาติเรามองตรงกันว่า เศรษฐกิจปากท้องเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ที่เป็นตัวกัดกร่อนเสียดทานระบบเศรษฐกิจ
รัฐบาลได้ทุ่มแก้ปัญหาเศรษฐกิจเยอะ แต่สมาชิกก็ยังมองว่าน้อย ยาไม่แรง แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.7 ล้านบาท เป็นเพียง 18.9% ของจีดีพีเท่านั้นเอง อยู่ที่ความสามารถของรัฐต้องพึ่งพาส่วนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าจะสิ้นหวังในการกระตุ้น และรัฐบาลมีทั้งตั้งรับต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ส่วนเชิงรุกก็มีมาก เช่น พยายามหารายได้ใหม่ การตีปี๊บลงแรงเกี่ยวกับซอฟท์พาวเวอร์ รวมถึง Data Center ก็ต้องชื่นชมว่าเราไม่งอมืองอเท้ากับรายได้เก่า พร้อมส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้ลงทุน ท่องเที่ยว ส่งออก ซึ่งเพียง 3.7 ล้านบาทไม่เพียงพอ แต่ใช้หมุนเฟืองให้เอกชน ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับเรื่องนี้
นายสุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของงบกลาง มีสมาชิกได้แย้งว่า งบกลาง 6 แสนกว่าล้านบาท จัดแค่นี้รองรับความผันผวนได้หรือไม่ ปีที่แล้วอภิปรายตำหนิว่างบกลางมากไป และตำหนิมาทุกปี ว่าตรวจสอบยาก ผิดหลักการ แต่ปีนี้พอลดลงก็ตำหนิ จึงคิดว่า 6 แสนล้าน ส่วนตัวก็ไม่ได้พอใจ แต่เข้าใจว่าการจัดงบประมาณแผ่นดินไม่ได้จบเพียงเท่านี้ หากเกิดเหตุร้ายจริงก็สามารถจัดทำงบประมาณกลางปี เพื่อแก้ไขได้
“งบกลางน้อยยังมีผลดี มองในมุมกลับ การลดงบกลางลงแล้วไปพอกให้กับหน่วยรับงบประมาณ กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ซึ่งเป็นหน่วยประจำ ก็เป็นวิธีการที่ดี ซึ่งทุกปีเราก็ตำหนิกันว่า หน่วยประจำทำไมไม่ให้เขา ปีนี้ลดลงแล้วเฉลี่ยไปหน่วยรับงบประมาณ ถูกแล้ว” นายสุทินกล่าว
นายสุทิน กล่าวว่า ส่วนที่สมาชิกชี้ถึงปัญหาต่างๆ ว่า รายได้เกษตรตกต่ำ SMEs จะตายแล้ว ซึ่งเป็นความจริง รัฐบาลมีแผนแก้ ทั้งการใช้งบประมาณแผ่นดิน และอีกแผนคือ ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่มีรายได้นอกงบประมาณ ทั้งเรื่องนโยบายซอฟต์โลน การหาสินเชื่อให้ SMEs รวมถึงมาตรการกีดกัน SMEs ต่างชาติที่เข้ามาแข่งขัน แต่รัฐบาลต้องดันให้เกิดได้จริงๆ
สำหรับสินค้าเกษตร นอกจากประกันรายได้สินค้าสำคัญ การวางยุทธศาสตร์ส่งออก การเจรจา FTA เปิดตลาดใหม่ เป็นเรื่องใหญ่กว่า และจะทำให้ยั่งยืน ควบคู่กันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเข้มแข็งกันจริงจึงจะไปได้
นายสุทิน กล่าวว่า ด้านงบประมาณกองทัพ ที่สมาชิกเป็นห่วง ในฐานะที่เคยอยู่พอจะรู้เรื่อง จึงอยากตอบ เมื่อมีการทวงเรื่องปรับลดขนาดกองทัพ และงบประมาณไม่สอดคล้อง แต่นี่งบยังมากอยู่
เมื่อครั้งตนเองเป็นรมว.กลาโหมเคยชี้แจง งบด้านกองทัพจะใช้ฐานต่างจากงบประมาณกระทรวงอื่น ต้องดูบริบทโลกว่ากำลังตึงเครียด เขม็งเกลียว จะมีการสู้รบกันหรือไม่ เหล่านี้คือฐานที่จะนำมาจัดงบประมาณ หากสถานการณ์ตึงเครียดก็ต้องจัดเยอะ สถานการณ์ผ่อนคลายก็ตัดน้อย
“ยิ่งมันส่งสัญญาณว่าจะมีเหตุแล้ว จะมานิ่งนอนใจตัดงบกันอยู่ ต้องขอเลยนะท่านกรรมาธิการ งบความมั่นคงหรือกองทัพ ไม่ได้ปกป้องเลย เมื่อผมอยู่ก็จี้ตลอด ส่วนไหนที่ไม่ได้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศหรือสถานการณ์ ก็ตัดเลย อันไหนตัดได้ก็ตัด” นายสุทินกล่าว
นายสุทิน กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าทุกรัฐบาลไม่มีใครคิดว่าจะจัดงบประมาณและละเลยประชาชนหรอก อยากจัดงบประมาณให้คนชม ปรบมือให้ อยากเห็นเศรษฐกิจขยายตัว หน้าชื่นตาบาน กินอิ่ม นอนอุ่น จะติดข้อจำกัดกี่มากน้อยอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้น กรอบนี้จะขอให้กำลังใจ แต่ก็ไม่ง่าย ยังมีปัจจัยและความผันผวนอีกหลายอย่าง
สำหรับกรอบที่ว่าถูกใจ สส. หรือไม่นั้น เท่าที่ดูมา 4 วัน เพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย และเห็นใจข้อจำกัดของรัฐบาล แต่สมาชิกที่เป็นฝ่ายค้านก็เข้าใจบ้าง มีด่าทอบ้างเป็นปกติ แต่บางเรื่องหากไม่ถูกกาลเทศะ รัฐบาลก็ต้องแยกแยะ เก็บไปคิด เก็บไปปรับ
“อย่างเช่นประเทศเรากำลังเข้าสู่รัฐล้มเหลวแล้ว ก็คิดได้ แต่การพูดต้องระวัง เพราะการด้อยค่าประเทศตนเองก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เรื่องทุจริตหลายเรื่อง บางครั้งก็ยังไม่ได้เกิดใน พ.ร.บ. นี้ เกิดใน พ.ร.บ. เก่า ก็สามารถเตือนสติได้ แต่การอภิปรายงบประมาณ เรื่องทุจริตที่ควรพูดที่สุด ควรชี้ว่างบส่วนไหนตรวจสอบไม่ได้ หมกเม็ด สภาฯตามกำกับไม่ได้ นั่นคือ กาลเทศะของการอภิปรายงบประมาณในเรื่องทุจริต” นายสุทินกล่าว
นายสุทิน กล่าวว่า ขอบคุณพรรคร่วมฝ่ายค้าน บางเรื่องอาจมีมุมที่วิตกจริตเกินไปก็อาจจะปรับลดนิดหน่อย แล้วกลับมาอยู่บนโลกความเป็นจริง ท้ายสุดแล้ว ความเห็นต่างในการจัดงบประมาณ จะมีเรื่องที่เหมือนกันคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เชื่อว่ามองไม่ต่างกัน
แต่วิธีแก้ปัญหาอาจจะต่างกัน ตามประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพ เรื่องเดียวกันอาจจะแก้คนละแบบ ก็หวังว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียด ส่วนตัวแล้วเห็นชอบให้ผ่านวาระแรก เพื่อไปว่ากันในวาระต่อไป