สว.สำรอง ให้กำลังใจประธานกกต. หลังมีกระแสชิงลาออกก่อนหมดวาระ เหตุถูกบุคคลที่มองไม่เห็นกดดัน จี้ขอให้ทบทวนคำสั่งไม่ดำเนินคดีทางวินัย-พักงาน “แสวง” ชี้ควรลาออกเอง

วันที่ 5 มิ.ย.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะสว.ที่มีชื่อลำดับสำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องความสุจริตและโปร่งใสในการตรวจสอบการเลือกสว.ปี 2567 ซึ่งยกมา 4 ประเด็น

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ประเด็นแรก มีข่าวว่านายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. จะลาออกก่อนกำหนด จึงมีข้อห่วงใยว่าท่านอาจถูกกดดันด้วยมือที่มองไม่เห็นหรือไม่ หรือเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวของท่านกับใครบางคนที่ทำให้ท่านอึดอัด อยากให้ท่านเข้มแข็งดูแลการตรวจสอบการเลือกสว.ที่ไม่สุจริตและ เที่ยงธรรมให้เรียบร้อยสะเด็ดน้ำ โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันใดๆ

ขอให้คำนึงถึงประชาชน และประเทศชาติเป็นหลัก ขอเป็นกำลังใจให้ประธาน กกต. รวมทั้ง กกต. ทุกคนได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาและเต็มความสามารถจนครบวาระ อีกทั้งขอประณามบุคคลหรือกลุ่มบุคคล รวมทั้งมือที่มองไม่เห็น ตอนนี้คนทั่วบ้านทั่วเมืองคงพอมองเห็นแล้วว่าเป็นใครบ้าง ขอได้โปรดยุติการดำเนินการที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบและสิ่งต่างๆ ที่เป็นหลักของบ้านเมือง ขอให้ปลดปล่อย อย่าพันธนาการประเทศชาติต่อไปอีก

ประเด็นที่ 2 กรณีสว. จำนวน 22 คน ยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 ขอให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวน สอบสวนการเลือกสว. และขอให้คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางของ กกต. คณะที่ 26 หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น

เรียนว่าคณะสว.ดังกล่าว ได้กระทำการละเมิดต่อประมวลจริยธรรม หลายกรรมหลายวาระต่อเนื่องในความผิดใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเอง หรือผู้อื่น คุกคามข่มขู่การดำเนินการของฝ่ายข้าราชการประจำ และถือเป็นการใช้อำนาจ สถานะหน้าที่ของตน ก้าวก่ายข้าราชการประจำอันเป็นความผิด ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1) อย่างชัดแจ้ง

โดย สว.กลุ่มนี้ มีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตในการได้มาเป็น สว. และอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบ ซึ่งทุกคนควรอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน และต้องเสมอกัน ไม่ควรมีใครผู้หนึ่ง ผู้ใดมีอภิสิทธิได้รับการยกเว้นในการถูกตรวจสอบ

ปัจจุบันเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ต้องโปร่งใส โดยหน่วยงานหรือองค์กรอิสระ ต้องดำเนินการบนหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม ไม่เอนเอียงหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ จึงขอเรียกร้องให้ดำเนินการบนหลักนิติธรรม ปราศจากการแทรกแซงหรือคุกคามจากอิทธิพลใดๆ

ประเด็นที่ 3 ขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของกกต.ที่ 5/2568 ลงวันที่ 6 ม.ค.2568 กรณี ยกคำร้องไม่เอาผิด นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ที่ถูกกล่าวหาว่าละเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ป้องกันการนำโพยจัดตั้งเข้ามาในที่เลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 และยืนยันขอให้ตั้งคณะกรรมการทางคดีวินัยแก่ นายแสวง ตามที่ พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวหาตามพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 53

รวมทั้งพักงาน นายแสวง ระหว่างนี้ และเรียกร้องขอให้ นายแสวง ได้พิจารณาตัวเองโดยลาออก หรือเว้นวรรคการปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ กกต. จนกว่าการพิจารณาตรวจสอบการเลือก สว. ปี 2567 จะเสร็จ

ประเด็นสุดท้าย ขอให้กำลังใจคณะกรรมการชุดสืบสวนไต่ คณะที่ 26 ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล การข่มขู่ หรือคำติฉินนินทา หรือข้อร้องเรียนใดๆ เนื่องจากการปฏิบัติ หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ถือได้ว่ามีความตั้งใจ และมีประสิทธิภาพ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ รวบรวมพยานหลักฐานได้ จนมีหนังสือแจ้งผู้เกี่ยวข้องหลายรายมารับทราบและแก้ข้อกล่าวหา

จึงขอให้แน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่บนความไว้วางใจ ความเชื่อถือ เชื่อมั่นของประชาชนต่อไป นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้ กกต.ทั้งคณะ ศาลฎีกาและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ โปร่งใสยุติธรรม ตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล โดยไม่หวั่นไหว ไม่ยอมรับหรือคล้อยตามการแทรกแซง โดยกลุ่มคนที่หวังเฉพาะประโยชน์ส่วนตน ขอให้ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง เพื่อผดุงไว้ซึ่งความสุจริตและเที่ยงธรรม

ด้านพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวอ้างว่าเป็นบุคคลที่แจ้งให้นายแสวง ทราบถึงเบาะแสการฮั้วเลือกสว.ในวันเลือกสว.ระดับประเทศ แต่นายแสวง กลับไม่ดำเนินการและไม่รายงานให้กกต.ทราบ โดยกล่าวว่า การที่กกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และสืบสวนจนได้พบพยานหลักฐานว่าเป็นไปตามเบาะแสที่ตนได้เคยแจ้งต่อนายแสวง

จึงเห็นว่าถือเป็นความปรากฏต่อกกต.แล้วว่า การที่นายแสวง ไม่แจ้งเบาะแสการฮั้วเลือกสว.ในวันเลือกระดับประเทศให้กกต.ทราบ ถือเป็นกรณีความปรากฏว่านายแสวง กระทำผิดทางวินัย จึงจะยื่นหนังสือดำเนินการทางวินัยกับนายแสวง และมีคำสั่งให้นายแสวง หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อน โดยขอให้ดำเนินการภายใน 7 วัน หากไม่ดำเนินการ ตนจะนำข้อมูลนี้ให้กับผู้ที่มาขอเพื่อเอาผิด กกต.ตามมาตรา 157

ด้านนายอัครวัฒน์ พงษ์ธนาชลิตกุล หนึ่งในคณะสว.สำรอง ยังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดนายแสวง ถึงหายไปในช่วงนี้ แต่พวกเราทราบ แอบส่งหนังสือสกัดเรื่องนั้นเรื่องนี้จริงหรือไม่ รวมทั้งคนใกล้ตัวยังส่งหนังสือมาประชาสัมพันธ์แบบหลับหูหลับตาแถลงการณ์ไปทั่ว ความผิดต้องเป็นกระบวนการ บ้านเมืองต้องการความสุจริตโปร่งใส เที่ยงธรรม ปราศจากทุจริตคดโกง นายแสวง ต้องยุติ อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้ ท่านจะสนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่แถวจ.บุรีรัมย์มาอย่างไรไม่ทราบ ไปรับปากใครมาไม่ทราบ แต่มันกำลังเกิดปัญหาขึ้น

ถ้านายแสวง เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติ ขอให้ยุติการทำหน้าที่เลขาธิการกกต. ที่จะมายุ่งกับการสอบฮั้วเลือกสว. ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา มันก็จะจบแล้ว หรือจะบอกว่ามันจบแล้วครับเน มันตอบได้ทั้งนั้น พรุ่งนี้มันกำลังจะจบแล้ว ประชาชนให้กำลังใจท่าน เป็นผนังที่สำคัญที่ป้องกันให้ท่านไม่ต้องรับโทษ ฉะนั้นนายแสวง ต้องหยุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน