จากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เกิดประเด็นร้อนหลายเรื่องภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระแสการจัดสรรโควตารัฐมนตรีใหม่ การเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบางกระทรวง ในมุมมองของนักธุรกิจมีความเห็น ดังนี้
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เรื่องการปรับครม. เป็นหน้าที่ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจสูงสุด และภาคการเมือง ภาคเอกชนคงไม่ไปก้าวก่าย
ในครม.ต้องมีการปรับเป็นเรื่องธรรมดาของระบบการเมือง เพียงต้องการฝากข้อคิดว่า บางตำแหน่งของรัฐมนตรีที่กำลังทำงานต่อเนื่อง และกำลังรับผิดชอบงานอยู่ ยังไม่สมควรที่จะมีการปรับเปลี่ยน หรืออย่าเพิ่งเปลี่ยนม้ากลางศึก หากยังมีงานสำคัญต่อเนื่องที่กำลังทำอยู่
จึงเชื่อว่าการบริหารจัดการเรื่องการปรับครม.น่าจะมีการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีถึงความเหมาะสม เพราะเป็นเรื่องการทำงานภายในรัฐบาล ซึ่งอาจจะมาจากเงื่อนไขของพรรคต่อพรรค หรือเงื่อนไขด้านการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำสูงสุดโดยตำแหน่ง ต้องเป็นผู้ที่คิดว่าผู้ใดเหมาะสมกับตำแหน่งใด
ส่วนภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเตรียมมาตรการรองรับการส่งออก
ที่ประชุมคณะกรรมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งล่าสุด ได้ปรับประมาณการส่งออกปีนี้คาดว่าจะติดลบ 0.5% ถึงโตได้ 0.3% ลดลงจากเดิมคาดที่ 0.3-0.9%
แม้ว่า 4 เดือนแรกของปีจะออกมาดี เพิ่มขึ้น 14% แต่มาจากปัจจัยที่มีการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ให้ทันต่อกรอบเวลาผ่อนผันภาษีนำเข้า 90 วัน ทำให้ยอดการส่งออกสูงในช่วงสั้นๆ ส่งผลให้ กกร.ต้องปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2568 ลงเหลือ 1.5-2%
จากการสอบถามผู้ประกอบการในขณะนี้ พบว่ายอดคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เริ่มลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งหากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ผลการเจรจาเรื่องภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐ ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จนหมดกรอบระยะเวลาผ่อนผันภาษีนำเข้า 90 วันของสหรัฐ ทำให้เอกชนมีความกังวลว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างมาก
ดังนั้น สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการคือ ทำอย่างไรให้ผู้ส่งออกได้รับความช่วยเหลือ ในการหาตลาดใหม่ร่วมกันแบบบูรณาการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวเนื่อง ต้องเพิ่มสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี รวมถึงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เอกชนกังวล คือ สินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาทั้งที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย มีมาตรฐานและไม่มีมาตรฐาน ปัจจุบันสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามสภาพของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช สตีฟ
ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล (ประเทศไทย)
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เห็นการบริหารงานของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีแต่การบริหารการเมืองอย่างเดียว มาโดยตลอด
ไม่เข้าใจว่า ณ วันนี้รัฐบาลได้ฟังได้เห็นได้รู้สึกหรือไม่ว่าประชาชนยากแค้นเพียงไร ผู้ประกอบการพากันปิดตัวมากมายขนาดไหน
ที่สำคัญมีความเข้าใจเรื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติหรือไม่ว่าเครื่องยนต์ใหญ่ของเราทั้งภาคโรงงานอุตสาหกรรมดับไปแล้ว ท่องเที่ยวก็ดับไปถึง 80% แต่วันนี้ยังไม่เห็นมาตรการใดๆของรัฐบาลที่จะออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยเหลือภาคประชาชนเลยแม้แต่น้อย
จนถึงวันนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมัวแต่ยุ่งกับการปรับ ครม.แบ่งแย่งเค้กกัน
ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ซึ่งไม่เคยมาดูกลไกตลาดให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว วัตถุดิบต่างๆ ราคาหน้าฟาร์มตก แต่พอมาถึงมือประชาชนราคากลับสูงขึ้น นั่นก็เห็นแล้วว่ามีปัญหาด้านกลไกตรงกลาง สิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาดู
ขอเสนอให้หารัฐมนตรีพาณิชย์ที่เข้ามาช่วยดูแลต้นทุนสินค้าวัตถุดิบต่างๆ ที่สำคัญต้องเตรียมตัวดูแลเรื่องภาษีที่กำลังปรับเปลี่ยนไปทั่วโลกด้วย
แม้แต่การท่องเที่ยวประเทศไทย ตนเคยพูดมาเสมอว่าไม่มีรัฐบาลชุดไหนเลยที่ทำแผนการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ 15 ปี เพื่อให้การท่องเที่ยวบ้านเราเติบโตแบบยั่งยืน เน้นแต่การจัดอีเวนต์ จัดคอนเสิร์ต โดยเอางบประมาณไปทำในเรื่องฉาบฉวยส่วนใหญ่ ไม่มีแผนบูรณาการให้ยั่งยืนจนทุกวันนี้ จึงเกิดปัญหาให้เห็นอย่างชัดเจน
ที่สำคัญอีกอย่างคือ รัฐบาลควรมีรัฐมนตรีที่ช่วยดูแลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าแก๊สให้กับประชาชน ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานในชีวิตของประชาชน รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมานายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ก็พยายามดูแลอยู่
อีกอย่างคือ ยังไม่เห็นทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนของรัฐบาลว่าเป็นใครนั่งหัวโต๊ะหรือนายกรัฐมนตรีนั่งเอง ยิ่งน่ากลัวใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นด้านของ SMEs ต่างๆ ภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ด้านการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจอื่นๆ ไม่มีการออกมาตรการใดๆ มาเลย
นั่นหมายความว่าประเทศไทยไม่มีทีมเศรษฐกิจเลย หรือมีก็ไม่เก่ง
ฉะนั้น อยากให้รัฐบาลเร่งตั้งทีมเศรษฐกิจโดยหาคนที่เป็นมืออาชีพ เข้าใจระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยด่วน ก่อนที่เศรษฐกิจประเทศไทยจะพังจนไม่เหลือเครื่องยนต์วิ่งได้อีกต่อไป
สำหรับธุรกิจร้านอาหารยังเป็นธุรกิจที่ติดอันดับหนึ่งใน 3 ที่ปิดตัวมากที่สุด และที่น่าตกใจที่สุดและน่าห่วงที่สุดคือธุรกิจ ร้านอาหารระดับล่างที่มีการปิดหรือเจ๊งมากขึ้น จนลามขึ้นมาถึงร้านระดับกลางและที่เป็น SMEs แล้ว จะเห็นอย่างชัดเจนตามโซนต่างๆมีการติดป้ายเซ้งกันเยอะมาก รวมถึงตามแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ผลกระทบของธุรกิจร้านอาหาร ทางชมรมผู้ประกอบอาหารธุรกิจร้านอาหารได้ทำเรื่องเสนอไปทางรัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่ปลาย ปี 2567 เพราะเรามองเห็นแล้วว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีนโยบายใดๆ ของรัฐบาลออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจโดยรวม หรือแม้กระทั่งธุรกิจร้านอาหารเลย
ปัญหาหลักที่ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารเจอ ณ เวลานี้คือกำลังซื้อของประชาชนที่หดหาย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าไทย
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ทุกวันนี้ประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการ นักธุรกิจเริ่มกังวล และสับสน ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่
ภาคเอกชนมองว่า หากจะปรับครม. เปลี่ยนตัวคนบริหารงาน ให้รีบทำแบบเร่งด่วน ให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้ภาคธุรกิจ ตัดสินใจได้ถูกต้องว่าต้องดำเนินธุรกิจแบบไหน อย่างไร
ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจว่า จะมีการปรับเปลี่ยนตัวคนที่เข้ามาดูหน่วยงานเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ภาคเอกชนมีเวลาในการปรับตัว
หากปล่อยให้ปัญหาการปรับครม. และการเมือง คลุมเครือ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะส่งกระทบต่อความเชื่อมั่น และความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ
ในที่สุดอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย