จุลพันธ์ ป้อง อิ๊งค์ เป็นเหยื่อการเมืองกัมพูชา ปั่นไทยแตกแยก ชมนายกฯ รับมือสถานการณ์ได้ดี ฉะ บางพรรคฉวยจังหวะ เรียกร้องยุบสภาฯ ชิงความได้เปรียบเลือกตั้ง
เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 20 มิ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอขอเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หากไม่เปลี่ยนจะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า รอฟังให้ชัดเจนก่อน เพราะที่ตนได้ยินมาไม่ตรงกัน ต้องรอดู
โดยรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยได้พูดคุยกันถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีประชุมและนั่งคุยกันที่พรรค พร้อมติดตามการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องขอบคุณกองทัพที่ให้ความร่วมมือในการทำงานของรัฐบาลให้เป็นปึกแผ่น ทุกคนต่างเข้าใจในเหตุและผล
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า คลิปเสียงที่ออกมานั้น คนที่เป็นเหยื่อคือนายกฯ ท่านเป็นเหยื่อจากปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาที่มีจุดประสงค์ชัดเจน คือต้องการเห็นความแตกแยกของประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในส่วนหนึ่ง
แต่วันนี้เราจึงต้องกลับมาตั้งสติ พิจารณาว่าสิ่งที่นายกฯ พูดในคลิป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ร้ายใดกับประเทศ เป็นแค่กลไกในการเจรจาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายบางเบาลง ซึ่ง ณ วันดังกล่าวก็เกิดผล
ฉะนั้น ในส่วนนี้ตนมองว่าไม่มีอะไรเสียหาย เพราะการที่ผู้นำประเทศคุยกัน เช่น ตนก็มีเบอร์ของรัฐมนตรีต่างประเทศที่ได้พบเจอกัน ซึ่งผู้นำหลายประเทศในระดับต่างๆ จะต่อสายหากัน เพื่อประสานงานกัน เป็นเรื่องธรรมดา เพื่อการขับเคลื่อนงานแต่ละส่วน
ดังนั้น สิ่งที่นายกฯ ทำ เป็นไปตามกลไกปกติ หากดูด้วยใจเป็นธรรมก็จะเห็นว่าไม่มีอะไร ทั้งคลิป 9 นาทีและ 17 นาทีก็จะเห็นวัตถุประสงค์ของการเจรจา และสุดท้ายนายกฯ ก็กลับมาปรึกษากองทัพ เพื่อที่จะดำเนินการต่างๆ เพราะเขาขอให้เราเปิดก่อน แต่เราไม่ยอม ท่านก็ตรึงไว้และบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องพร้อมกันทั้งสองประเทศ
“ฉะนั้นตรงนี้ขอให้ทุกฝ่ายมองด้วยใจที่เป็นธรรม หากสังเกตการเคลื่อนไหวในตอนนี้ จะเห็นว่ามีเป้าหมายเป็นวัตถุประสงค์ทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศใด สำหรับผมมองว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองบางฝ่ายออกมาฉวยจังหวะ ทำให้สถานการณ์ดูตึงเครียดและเลวร้ายลงสำหรับประเทศไทย แต่กลายเป็นผลดีกับกัมพูชา
ดูง่ายๆ เช่น บางพรรคเรียกร้องให้ยุบสภา เพราะมองว่าเป็นความได้เปรียบของเขาในการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งเร็ว และอีกหลายกลุ่มก็เรียกร้องให้ลาออก เพราะมองว่าหากลาออกแล้วมีโอกาสสำหรับคนของเขา ซึ่งหากใครได้อ่าน หรือเรียนการเมือง 101 ก็จะรู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร
แต่นาทีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาเรื่องประเภทนี้มาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาล เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องยืนหยัดในการทำงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ การเจรจากับสหรัฐอเมริกา ที่มีความคืบหน้าเปิดโต๊ะเจรจาแล้ว
รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จำเป็นต้องมีความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา และหลังจากที่นายกฯ ประชุมกับเหล่าทัพเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราก็ได้ยินข่าวดีและเชื่อว่าจะมีมาตรการออกมาหลังจากนี้ที่ชัดเจนขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามว่านายกฯ ได้แจ้งให้รัฐมนตรีทราบแล้วหรือไม่ เรื่องการปรับเปลี่ยนเก้าอี้ภายหลังพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายกฯ แต่ตนในฐานะรัฐมนตรีไม่ได้มีการพูดคุยต่อรองหรือสอบถามอะไร เพราะต้องให้ความเป็นอิสระแก่นายกฯ ในการพิจารณา
เชื่อว่าหลังจากนายกฯ ทำงานมาเกือบปี จะทราบดีว่าจุดไหนเป็นปัญหาควรที่จะปรับเปลี่ยน หรือจะต้องขับเคลื่อน ต้องให้อำนาจในส่วนนั้นกับนายกฯ ซึ่งตรงนี้คณะรัฐมนตรีเราจะไม่คุยกัน
และรู้สึกดีใจหลังจากติดตามข่าว เห็นว่าไม่มีรัฐบาลพรรคใดไปพูดคุยต่อรอง ทุกคนเห็นประโยชน์กับการขับเคลื่อนของประเทศไปข้างหน้า ไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่ง ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเป็นสิทธิ์ขาดของนายกฯ และผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องยอมรับ
เมื่อถามว่าส่วนตัวได้คุยกับนายกฯ บ้างหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน เราพบกันเรื่อยๆ เมื่อพบกันก็ให้กำลังใจ ต้องยอมรับว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลายเรื่องก็หนักจริงๆ แต่นายกฯ ก็สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดี ตรงนี้ต้องชื่นชมนายกฯ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะทำให้นายกฯ แข็งแกร่งขึ้น และประเทศไทยก็ยังต้องขับเคลื่อนต่อไป ฉะนั้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ต้องให้เวลากันเพื่อปฏิบัติหน้าที่กันต่อไป