ศาลไต่สวน 3 ตัวแทนแพทยสภา คดีทักษิณ พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ ทั้งหมดให้การยืนยัน ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทนายมั่นใจคำให้การ วิษณุ มีประโยชน์แน่
เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2568 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 โดยก่อนหน้านี้ศาลได้นัดไต่สวนนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กลุ่มแพทย์ประจำสถานพยาบาลราชทัณฑ์ 5 ปาก และกลุ่มพัศดีเวรประจำวัน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ
ในวันนี้ ไต่สวนพยานในส่วนของแพทยสภาจำนวนทั้งหมด 3 ปาก เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของจำเลย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ส่งตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานทั้ง 3 ปาก ให้การยืนยันตรงกันว่า นายทักษิณ มีอาการไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล รวมถึงการรักษาไม่ใช่การรักษาแบบเร่งด่วน สามารถรอการผ่าตัดได้ อีกทั้งการตรวจอาการแน่นหน้าอกก็ไม่พบความเกี่ยวข้องกับโรคที่แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์กังวล และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจก็ไม่ได้ให้การรักษาอาการดังกล่าวและสามารถกลับไปอยู่ที่เรือนจำได้
ทั้งนี้ พยานได้ทำเอกสารชี้แจงรายละเอียกถึงคำศัพท์ทางการแพทย์ รวมทั้งความเห็นยื่นต่อศาลและศาลรับไว้ และให้ความเห็นเกี่ยวกับยารักษาโรคของนายทักษิณ รวมถึงใบเสร็จที่ต้องระบุถึงชื่อยา พร้อมตอบคำถามของนายวิญญัติชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ และยอมรับว่าไม่ทราบระบบและห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลตำรวจ
โดยศาล มีคำสั่งให้ไต่สวนพยานบุคคลต่อไปในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวนนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ
ต่อมานายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังไต่สวนว่า วันนี้เป็นการไต่สวนตัวแทนของแพทยสภา เดิมตนเห็นว่ามีตัวแทนทั้งหมด 6 ราย แต่ศาลพิจารณาแล้วว่าจะพิจารณาทั้งหมด 3 ราย ก่อนจะเข้าให้การในวันนี้ตนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของแพทยสภา หากทางฝ่ายนั้นนำอคติทางการเมืองเข้ามาปนเปื้อน ตนเชื่อว่าศักดิ์ศรีของแพทยสภาอาจจะลดน้อยลง หรืออาจจะไม่เหลือเลยก็ได้
วันนี้ตนพยายามถามพยานทั้ง 3 ปาก ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงมติลงโทษแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ ซึ่งมีหนึ่งในพยานไม่ขอตอบคำถาม ซึ่งตนเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นกระบวนการของแพทยสภา ซึ่งแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจสามารถใช้สิทธิ์ทางปกครองได้อยู่แล้ว
นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า ตนคงลงรายละเอียดการไต่สวนในวันนี้ไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล แต่โดยรวมเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เป็นที่สงสัยของคนทั้งประเทศและผู้ที่สนใจคือ การให้การของแพทยสภาเองก็ยอมรับว่า นายทักษิณมีอาการป่วยจริงหลายโรค ทั้งโรคเรื้อรังและโรคที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน
ส่วนที่เป็นโรคเฉียบพลันก็ถูกส่งมายังรพ.ตำรวจในคืนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพส่งมาอยู่แล้ว ตนจึงถามเกี่ยวกับมาตรฐานและการตรวจรักษาของแพทย์ ก็ตรงกันว่าอาการเฉียบพลันหรือกำเริบของโรคดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่จะต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนการนอนที่ชั้น 14 หรือมีห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉินนั้น ก็มีความชัดเจนเช่นกัน
โดยอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งก็ให้ความเห็นว่าที่โรงพยาบาลอื่น ๆ ก็มีห้องที่เป็นห้อง VIP และไม่ได้จัดเป็นห้องฉุกเฉินเช่นกัน สอดคล้องกับเรื่องนี้ ทั้งหมดนี้ตนเห็นว่าการให้ความเห็นของแพทย์ทั้ง 3 ราย ให้ความเห็นเกี่ยวกับโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ไม่ได้พูดถึงโรคร้ายแรง
เมื่อถามว่าเหตุผลที่ของฝั่งพยานและจำเลยได้อธิบายไป น้ำหนักพอหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า เรื่องนี้มีสภาพบังคับในเรื่องที่ศาลกำหนดวันไต่สวนอยู่แล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพยานที่ศาลได้ออกหมายเรียกมาให้การต่อศาล ครั้งหน้าจะเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นพยานฝ่ายจำเลย ตนคิดว่าไม่น่าจะข้ามไปถึงเดือน ส.ค.
โดยนายวิษณุ จะเข้ามาเป็นพยานเป็นที่ประจักษ์ข้อเท็จจริงและรู้ถึงการกลับมาประเทศไทย การรับตัว และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ปรากฎอาการป่วยของนายทักษิณ เป็นอาการป่วยของบุคคลสำคัญของประเทศ เนื่องจากเคยเป็นนายกฯ และเป็นการป่วยที่ต้องสืบค้นสาเหตุให้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่
ที่สำคัญแพทยสภาไม่เคยตำหนิมาตรฐานดุลยพินิจทางการแพทย์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร แต่มีความเห็นเชิงตรงข้ามเกี่ยวกับการปฏิบัติของแพทย์แต่ละคนเท่านั้น ซึ่งในการไต่สวนครั้งสุดท้าย เชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงของ นายวิษณุ จะเป็นประโยชน์ในความเห็นของการวินิจฉัยต่อไป
เมื่อถามว่านายทักษิณจะเข้าฟังการไต่สวนในครั้งสุดท้ายหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ครั้งหน้านายทักษิณ ได้รับอนุญาตจากศาลไม่ต้องเข้าฟังการไต่สวนเช่นเดิม จะมีแต่ทีมทนายความและพยานเท่านั้นที่เข้ามาฟังการไต่สวน และหลังจากนั้นคาดว่าศาลจะนัดฟังคำสั่งคำร้องต่อไป
เมื่อถามว่ามีข้อสังเกตอย่างไรว่าหลักฐานบางอย่าง ทำให้ปิดประตูเรื่องนี้สำหรับนายทักษิณ ไปแล้ว นายวิญญัติ กล่าวว่า ข้อสังเกตเหล่านั้นมีมาตลอด ทั้งการข่มขู่ว่าจะโดนอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งเรื่องการชี้นำสังคม ซึ่งตนไม่สบายใจ และมองว่าที่สังคมไทยแตกแยกทุกวันนี้เพราะมีบุคคลบางกลุ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ ตนรู้ว่าใครทำอะไรบ้าง และมีหน้าที่แค่พิสูจน์กับทำหน้าที่ในศาล เชื่อว่าความจริงก็คือความจริง ส่วนความเห็นของฝ่ายนั้นจะเป็นอย่างไรจะเป็นการปิดฝาโลงไหมก็เป็นเรื่องของฝ่ายนั้น
เมื่อถามว่าในฐานะทนายความ มองว่าหลักฐานต่างๆ หนักแน่นพอหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนถือว่าเป็นการพิสูจน์ความจริงของหน่วยงายต่างๆ และสถาบันการแพทย์ อาการป่วยของนายทักษิณมานำเสนอต่อศาล ซึ่งตนถือว่าครบถ้วนแล้ว
ส่วนประเด็นภาวะวิกฤตหรือฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือไม่ ตนเชื่อว่าชัดเจนหมดแล้วและมีความจริงปรากฎอยู่