ไชยา ขอโทษ ปมชิงปิดประชุม แจงไม่ทราบมีวาระ ญัตติ MOU 43-44 ยันไม่ใช่เครื่องมือใคร แม้มาจากเพื่อไทย โอดเหนื่อย นั่งบัลลังก์ 10 ชม. ลั่นคนไม่ใช่โรบอต
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์กรณีสั่งปิดประชุมกะทันหัน ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาฯ พิจารณาบันทึกข้อตกลง MOU 43 และ 44 ของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย
โดยนายไชยา กล่าวว่า ในวันดังกล่าวตนได้รับการแจ้งจากวิปรัฐบาลว่า หลังการตอบกระทู้แล้ว จะมีการรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในวาระการประชุมมีอยู่ประมาณ 4-5 หน่วยงาน แต่มีหน่วยงานเดียวที่พร้อม คือ กองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งตนได้รับสัญญาณว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าสิ้นสุดการประชุม ดังนั้น ตนเสียใจที่ถูกมองว่าเป็นคนสั่งปิดการประชุม
ทั้งนี้ การตกลงกันระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านต้องคุยกันให้จบ แต่ตนไม่ได้รับทราบมาก่อนว่าฝ่ายค้านจะเสนอญัตติด้วยวาจา เพิ่งมารับทราบหลังปิดประชุม ไม่ทราบเลยว่าเขาคุยกันอย่างไร แต่ตอนที่ตนนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็เห็นเดินคุยกันอยู่หลายรอบ ตนก็รอสัญญาณอยู่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่ก็ไม่มีการประสานงานมาที่ตนเลยคิดว่าไม่มีวาระอะไรต่อไปแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
นายไชยา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยยื่นหนังสือขอให้ สส.และ สว.เสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 หมายความว่าขั้นตอนนั้นยังไม่เกิดขึ้น ต้องให้พรรคการเมืองลงชื่อ และให้รัฐบาลมาตอบ แต่ในส่วนญัตตินั้นตนไม่ทราบจริงๆ หากเกิดความผิดพลาดในการสื่อสารจนทำให้สังคมไม่สบายใจ ตนก็ต้องขอโทษ
อย่างไรก็ตาม การทำงานในสภาฯ ไม่สามารถราบรื่นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือ จึงอยากให้ สส.ฝ่ายค้านและสส.ฝ่ายรัฐบาลใช้กลไกสภาฯ โดยที่ไม่มองเรื่องการเมืองมากเกินไป เวทีสภาฯ ควรเป็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง อะไรที่เป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศต้องถอยกันคนละก้าว ตนไม่อยากให้เห็นเป็นภาพความขัดแย้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีการชิงปิดประชุม ซึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ นายไชยา กล่าวว่า การประชุมจะราบรื่นหรือไม่ วิปรัฐบาลต้องคุยกัน อย่างเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา วิปทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับให้จบ คือ พ.ร.บ.ระบบรางฯ และพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ
แต่สุดท้าย พ.ร.บ.ระบบรางฯ มีการลงคะแนนยาวเหยียด 165 มาตรา แต่มีผู้อภิปรายน้อย ยอมรับว่าในการพิจารณา พ.ร.บ.ระบบรางฯ มีความเหนื่อยล้ามากเกินไปจึงทำให้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ไม่แล้วเสร็จ
“ผมนั่งบนบัลลังก์เป็น 10 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะมีการสับเปลี่ยนก็มีความเหนื่อยล้า เพราะเราก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่โรบอตที่จะทนนั่งโดยไม่ต้องทำอะไรเลย วันนั้นผมขึ้น 3 รอบ ผมไม่ได้ทานอาหารกลางวันนะ สมาชิกก็เหมือนกัน นั่งทานคำหนึ่งก็ต้องออกมา” นายไชยา กล่าว
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุม นายไชยา กล่าวว่า แน่นอน เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล เป็นภาระหน้าที่
อย่างไรก็ตาม กฎหมายอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่อยากให้มองว่าเป็นกฎหมายของรัฐบาล เพราะกฎหมายแต่ละฉบับถูกตกผลึกจากการระดมความคิดทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อกฎหมายออกมาก็ไม่ได้บังคับเฉพาะฝ่ายรัฐบาล แต่ออกมาใช้กับประชาชนทุกคน จึงอยากให้ สส.ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประชาชน ส่วนเรื่องเกมการเมืองก็เป็นธรรมดา
“ที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่สบายใจ และอาจทำให้ไม่สบายใจว่าผมปิดประชุมแล้วหนีไป ถ้าความรู้สึกมีผมก็ต้องขอโทษ แต่อยากเรียกร้องไปยังสมาชิกทั้งสองฝ่ายว่า อยากให้คุยกัน อะไรที่ยืดหยุ่นกันได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เดินคนละก้าวได้ไหม” นายไชยา กล่าว
เมื่อถามว่ามีการมองว่าจะมีการชิงปิดประชุมแบบนี้ไปตลอดหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า ไม่หรอก เป็นกติกาอยู่แล้ว ขอย้ำว่าตนไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร แม้จะมาจากพรรคเพื่อไทย แต่ด้วยสำนึกว่าหากเราทำหน้าที่เป็นกลางก็ต้องโดนตำหนิจากสมาชิกอยู่แล้ว และเครดิตทางการเมืองก็เสียหาย ดังนั้น คนที่มอนิเตอร์ตนไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่คือประชาชน รัฐบาลต้องเข้มงวดเรื่องเสียงให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้