วิโรจน์ จี้ถามความคืบหน้า ตั๋ว P/N แพทองธาร จะเสร็จเมื่อไหร่ แนะตั้ง ทักษิณ เป็นเสมียนบอร์ดสอบตั๋ว P/N เหน็บใช้คล่องสุดในประเทศ “จุลพันธ์” เร่งทำอยู่
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา ของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เรื่องตั๋วพี/เอ็นของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ถามนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง โดยนายพิชัย มอบหมายให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง มาตอบกระทู้แทน
นายวิโรจน์ กล่าวว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนที่ผ่านมาเรื่องการใช้ตั๋วพี/เอ็นของนายกฯ ในการซื้อหุ้นจากแม่ พี่ชาย พี่สาว ลุง และป้าสะใภ้ เป็นจำนวนเงินประมาณ 4.4 พันล้านบาทนั้น และตนขอยกตัวอย่างกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ที่โอนหุ้นแสนสิริให้ลูกสาว
ซึ่งลูกสาวของนายเศรษฐาก็สำแดงอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงมีการจ่ายภาษีรับ ไม่เห็นว่าลูกสาวของนายเศรษฐาจะใช้ตั๋วพี/เอ็นในการซื้อหุ้นจากนายเศรษฐาแต่อย่างใดเลย ต้องชื่นชมว่านายเศรษฐาสอนลูกมาดี
และตนเคยไปยื่นเรื่องกับกรมสรรพากรให้วินิจฉัยเรื่องการใช้ตั๋วพี/เอ็นซื้อหุ้นของน.ส.แพทองธารเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ แต่ผ่านมา 5 เดือนแล้วกลับยังไม่มีความคืบหน้า เงินของสีกากอล์ฟเขาสืบกันจนสิ้นไส้แล้ว แต่ตั๋วพี/เอ็นของนายกฯ ยังไปไม่ถึงไหน
ฉะนั้น จึงขอถามว่าการตรวจสอบการใช้ตั๋วพี/เอ็นของน.ส.แพทองธารนั้น มีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ วันที่เท่าไหร่ ประชาชนจึงจะรู้ว่าแพทองธารโมเดลนั้นถูกกฎหมายหรือไม่ และทำไมนายพิชัยจึงไม่ใช้อำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 คนในการเข้าไปวินิจฉัยในคณะกรรมการฯ
และเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด โดยชุดหนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของตั๋วพี/เอ็นทั้งระบบ
“เรื่องนี้ผมขอแนะนำคุณปิ่นสาย หรือรัฐมนตรีช่วยจะไปบอกก็ได้ว่า เรื่องนี้อธิบดีควรจะเชิญบิดาของนายกฯ มาเป็นเสมียนประจำคณะกรรมการ เพราะบิดาของนายกฯ ใช้ตั๋วพี/เอ็นบ่อยที่สุด ใช้เก่งที่สุด ใช้คล่องที่สุด เก่งกว่าใครในแผ่นดินนี้ ผ่านมา 5 เดือนแล้วไม่มีความชัดเจนที่เป็นรูปธรรม มีแต่การตั้งคณะกรรมการไปมา มีแต่งานธุรการ ดึงเวลาไปเรื่อย ไม่มีกำหนดเสร็จเลย
ผมจึงอยากสอบถามว่าที่ผ่านมาความล่าช้าเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบกับความล่าช้า ซึ่งคุณจุลพันธ์ได้รับมอบหมายให้ดูกรมสรรพากรมาตั้งแต่แรกแล้ว ฉะนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นช้าที่คุณพิชัย หรือคุณจุลพันธ์ หากประชาชนจะไปร้องป.ป.ช.เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรจะต้องร้องใคร ร้องคุณพิชัยหรือร้องจุลพันธ์ หรือร้องทั้งคู่ เพราะคุณปิ่นสายโดนแน่ๆ อยู่แล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว
ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่ที่มีหนังสือมาและได้มีการดำเนินการว่ามีมูลตามที่นายวิโรจน์สงสัยหรือไม่ ซึ่งก็ได้ข้อเท็จจริงมาพอสมควรเพื่อทำการตรวจสอบ โดยได้มีการหาข้อมูลจากภายนอกด้วย ถือว่ากรมสรรพากรได้ข้อมูลมาค่อนข้างครบถ้วน และมีการเชิญ 7 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นมาสอบข้อเท็จจริง จะไปเร่งรัดไม่ได้ แต่เราทำตามกรอบที่ระยะเวลาของกฎหมายกำหนด
แม้กระทั่งคดีของนายเศรษฐาเราก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย ขณะนี้ผ่านไป 2 ปีแล้วเราก็ยังดำเนินการอยู่ หรืออีกกรณีคือการโอนเงินสนับสนุนม็อบ ซึ่งเป็นกลุ่มของพวกท่านเอง เราก็ดำเนินการถูกต้องและครบถ้วน ไม่ได้เร่งรัดและนิ่งนอนใจ
สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยหลังจากที่มีการเชิญทั้ง 7 บริษัทเข้ามาให้ข้อมูลแล้ว หลังจากนี้จะมีการเชิญญาติพี่น้องเข้ามาสอบถามข้อเท็จจริง กระบวนการทั้งหมดยังต้องดำเนินการต่อไป จะตอบว่าเสร็จเมื่อไหร่คงตอบไม่ได้
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หลังจากที่สอบข้อเท็จจริงกับทั้ง 7 บริษัทและญาติพี่น้องเสร็จแล้ว กระบวนการหลังจากนี้กรมสรรพากรก็จะต้องมาดูว่ากรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามานั้นมีมูลหรือไม่ หากไม่มีมูลก็ตกไป แต่ถ้ามีมูลก็จะส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัย
และที่นายพิชัยยังไม่ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ครบถ้วนนั้น หากมีกรณีที่มีมูลแล้วต้องนำเข้าสู่คณะกรรมการวินิจฉัยนั้น นายพิชัยก็สามารถที่จะเร่งรัดตั้งคณะกรรมการได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องเข้า จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีองค์ประกอบให้ครบถ้วน ย้ำว่านานๆ ทีจะมีเรื่องเข้ามา
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆ ไม่อยากให้เสียดสีโดยเฉพาะเรื่องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประเด็นการเสียดสีนั้นตนขอข้าม แต่ย้ำว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ถามว่าใครรับผิดชอบ ตนมาตอบตรงนี้ไม่ปัดความรับผิดชอบ บอกได้เลยว่าเป็นจุลพันธ์ เราต้องดำเนินการไม่มีการดึงเวลา เราดำเนินการครบถ้วนทุกอย่าง
อีกทั้งนายวิโรจน์ก็ยื่นเรื่องดังกล่าวมาที่กรมสรรพากร ไม่ใช่ยื่นไปที่ป.ป.ช. หากนายวิโรจน์มั่นใจว่ากระบวนการนี้ผิด เป็นกระบวนการที่ไม่ถูกไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้หนังสือฉบับนี้ไปที่ป.ป.ช.แน่นอน แต่เพราะท่านต้องการให้เกิดความกระจ่างจึงมาที่กรมสรรพากร
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทุกคนติดตามความคืบหน้าอยู่ตลอดว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว แต่หากจะให้สรุปว่าจะเสร็จภายในกี่เดือนกี่ปีนั้น ขอเรียนว่ากระบวนการเหล่านี้ เราเน้นเรื่องของหลักความเป็นธรรมเป็นสูงสุด
ฉะนั้น จึงไม่กล้าตอบว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่เราดำเนินการต่อเนื่องไม่ได้หยุด และจะมีข้อสรุปออกมาได้เป็นที่ยอมรับของสังคม หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เราเน้นเรื่องข้อกฎหมาย ไม่มีใครกล้าไปบิดเบือน
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนฟังคำตอบของนายจุลพันธ์มานั้น คำตอบมากมาย ความหมายคือไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านได้เร่งรัดหรือไม่ หรืออาจจะยังนะ และก็ไม่รู้ว่าต้องรอให้ดาวเนปจูนโคจรรอบดวงอาทิตย์กี่รอบ ประชาชนจึงจะได้ทราบว่าแพทองธารโมเดลถูกกฎหมายหรือไม่
แต่ระหว่างที่รอดาวเนปจูนโคจรรอบดวงอาทิตย์ ระหว่างที่เกิดสุญญากาศเช่นนี้นั้น กรมสรรพากรจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่นๆ ที่มีการโอนหุ้น โอนทรัพย์สิน โอนอสังหาริมทรัยพ์ให้ลูกของเขาอย่างไร มีแนวคิดหรือไม่ มีมาตรการชั่วคราวที่จะอนุญาตให้ประชาชนคนอื่นใช้ตั๋วพี/เอ็นได้ ไม่ใช่อนุญาตแค่น.ส.แพทองธาร ทำได้เพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้ อะไรจะเป็นอภิสิทธิ์แต่น.ส.แพทองธารคนเดียว
ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มีกรณีพิเศษ ไม่ใช่กรณีที่เกิดกับน.ส.แพทองธารเพียงเท่านั้น แต่เป็นกรณีที่ถูกยกมาพูดในสภาฯ ทั้งนี้ เมื่อรับเรื่องได้ตั้งกรรมการตรวจสอบ 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและศึกษาถึงการใช้ตั๋วพี/เอ็นที่เป็นช่องโหว่ และควรแก้ไขหรือไม่ ซึ่งในการศึกษาการใช้ตั๋วพี/เอ็นนั้น จะมีข้อสรุปและคำตอบภายในปีนี้ หากมีความจำเป็นเพื่อปิดช่องโหว่ต้องให้สภาฯ แก้ไข ในสภาฯ
“การตรวจสอบกรณีของน.ส.แพทองธาร ดำเนินการ แม้มองว่าจะช้า แต่กรมสรรรพากรไม่ได้เร่ง แต่ไม่ช้า เป็นไปตามกระบวนการ หากจะเร่งเพื่อความไม่เป็นธรม เพื่อถูกใจท่าน หรือทำให้ช้า เพื่อถูกใจผู้ถูกร้องก็ทำไม่ได้เช่นกัน” นายจุลพันธ์ กล่าว