ชูศักดิ์ ยก 5 ข้อย้ำ ‘ภูมิธรรม’ มีอำนาจทูลเกล้าฯยุบสภาได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ยกเคสสมัย สัญญา ธรรมศักดิ์ ยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีปัญหาว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทูลเกล้าฯถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ว่า

1.การยุบสภา เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ มิใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า “ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาหรือไม่” ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ นายกฯ มีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น

2.การตีความรัฐธรรมนูญ ควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ มิใช่ก่อให้เกิดทางตัน ขณะเดียวกันควรตีความโดยเคร่งครัด เช่น เมื่อรัฐธรรมนูญ ประสงค์จะจำกัดอำนาจหน้าที่ใดของบุคคลหรือองค์กรใด ก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ดังเช่น การจำกัดอำนาจของนายกฯ และรัฐมนตรี ภายหลังการยุบสภาแล้วตามมาตรา 169

และบัญญัติว่าการยุบสภา จะกระทำมิได้ภายหลังการเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะตามมาตรา 151 และการยุบสภา จะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตามมาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกฯ ในการถวายความเห็นให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 175 ไว้ในมาตราใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่ออำนาจใดเป็นของนายกฯ แล้ว อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกฯ ที่รักษาการแทนนายกฯ ทั้งสิ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า คำกล่าวที่ว่าอำนาจในการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี เช่น ถือว่านายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้ เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญ

ถ้ารัฐธรรมนูญ ประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว ดังเช่นบัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใดเหตุหนึ่งแต่เพราะนายกฯ มาจากความไว้วางใจของสภาฯ รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า 3.ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญ ต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกฯ รักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภา ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาไม่ได้ อันจะก่อให้เกิดผล อันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้

4.รองนายกฯ ผู้รักษาการแทนนายกฯ จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาเพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า 5.ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่เคยทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภามาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว ทั้งนี้ เพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้

แท้จริงแล้ว ถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าฯถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพ.ศ. 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่า นายกฯ มีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาในที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน