โรม ผิดหวังเพื่อไทย ใช้นิติสงคราม จ่อฟัน ‘เท้ง’ พ้น สส. เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ปม MOA ทั้งที่ ‘อิ๊งค์’ เพิ่งหลุดนายกฯ น่าจะเข้าใจดีที่สุด

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นที่พรรคเพื่อไทยเตรียมร้องพรรคประชาชนล้มล้างการปกครอง จากการทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทย และโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนเห็นร่างคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เป็นการร้องให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. จากการลงนามใน MOA เป็นเรื่องที่ตนรับไม่ได้

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจะอาศัยการตีความมั่วๆ การอ้างเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าการทำ MOA เป็นการล้มล้างการปกครอง คิดว่าความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการโยงเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ Non-Sense ไร้สาระเป็นอย่างมาก

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ถ้าการกระทำของเราเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง แล้วพรรคเพื่อไทยมีมติรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน เท่ากับเป็นการรับข้อเสนอที่ล้มล้างการปกครองหรอกหรือ ตนคิดว่าสุดท้ายคือ เมื่อเราตัดสินใจทำ MOA กับพรรคภูมิใจไทยแล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับ MOA กลายเป็นว่า พยายามที่จะอ้างเรื่องต่างๆ เป็นการใส่ร้ายพรรคประชาชน

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันนี้ทั้งสองพรรคต่างเป็นฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราควรมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล แต่กลายเป็นว่าพรรคเพื่อไทยใช้นิติสงคราม ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดน

“พรรคเพื่อไทยที่ควรเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าใคร กลายเป็นเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาโจมตีกัน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ หวังผลที่จะทำร้าย ทำลาย ความเป็นสมาชิกภาพของนายณัฐพงษ์ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะพรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อเพื่อไทยแพ้ทางการเมืองแล้ว จึงต้องการเอาชนะทางนิติสงคราม นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเไม่ได้มองเรื่องการแพ้ชนะทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ใช่แค่การเมืองระหว่างนายชัยเกษม นิติสิริ กับนายอนุทิน แต่คือการเลือกระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือตัวเลือกอื่นๆ เพราะนายชัยเกษมพูดชัดเจนว่าตนเป็นแค่ตุ๊กตา

“นายชัยเกษมบอกใบ้กับสังคมว่าอาจจะมีอัศวินขี่ม้าขาว นายชัยเกษมพูดขนาดที่ว่าเขาแทบไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยเลย นายชัยเกษมยังไม่แม้แต่จะไว้ใจพรรคเพื่อไทย คำถามคือจะให้เราไว้วางใจแล้วทำ MOA กับพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร”

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นหากเราดูเรื่องเทคนิควิธีการเหมือนตอนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สภาฯ ให้เสนอชื่อได้แค่ครั้งเดียว หากเมื่อวานทั้งนายชัยเกษมและนายอนุทินไม่ได้ ทั้ง 2 คนนี้จะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตได้ซ้ำอีก จะเหลือแคนดิเดตอีก 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ถามง่ายๆ 3 คนนี้ใครจะมีโอกาสเป็นนายกฯ มากที่สุด ตนเชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีขบวนการบางอย่างดึง พล.อ.ประยุทธ์ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่สามารถยอมรับการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการบริหารงานที่ล้มเหลว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายในอดีตไว้มากมาย เราจึงจะไม่ปล่อยให้เกิดนายกฯ คนนอก หรืออำนาจนอกระบบครอบงำ เราจึงจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เราหวังว่าในเวลาอีก 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทยต้องรักษาสัญญา เพราะ MOA ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ทุกอย่างถูกวางบนโต๊ะ หากมีการละเมิด MOA ถือเป็นการตระบัดสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน