ปชน. ตั้งทีมรอชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน’ 4 ประเด็น ย้ำจุดยืน ตรวจสอบทุกรัฐบาลเหมือนกัน ยันไม่อุ้มใคร เผย ไม่กังวลรัฐบาลกลายร่างเป็นเสียงข้างมาก
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยว่า บทบาทของพรรคประชาชนทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเวทีแรกในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ คือ เวทีแถลงนโยบายรัฐบาล
โดยพรรคประชาชนมีการตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ 1.การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญา ตามเงื่อนไข MOA และตรวจสอบกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาลตามเงื่อนไข 4 เดือน รวมถึงรายละเอียดแก้ไขรัฐธรรมนูญ
2.เดินหน้าตรวจสอบประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งกรณีฮั้วสว. และที่ดินเขากระโดง ซึ่งขณะนี้มีทีมที่นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รวบรวมข้อมูลและเตรียมอภิปรายในเรื่องดังกล่าว
3.ตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะผลักดัน ทำให้คุณภาพชีวิตและปากท้องของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ทั้งเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งที่มีการแย้มออกมาจะมีเงื่อนไขอย่างไรที่จะสามารถเพิ่มการบริโภคได้จริง ไม่ใช่เป็นการย้ายการบริโภค จากร้านค้าที่อยู่นอกโครงการมาอยู่ในโครงการเท่านั้น
รวมถึงการป้องกันไม่ให้ใช้งบประมาณปี 69 เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองหรือตนเอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและประชาชน
4.ตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อครม.ที่ประกาศมา และเมื่อดูจากรายชื่อแล้วก็เป็นไปตามโผ ซึ่งมีทั้งรายชื่อใหม่ที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น กรณีของรมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นอดีตตำรวจใน จ.บุรีรัมย์ และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสว. และถูกตั้งคำถามคดีฮั้วสว.อยู่
รวมถึงมีหลายรายชื่อที่เป็นชื่อเดิม เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เรายังคงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเรื่องคุณสมบัติและศักยภาพในการทำงาน

เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องกัญชาด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สังคมตั้งข้อครหา นอกจากเรื่องเขากระโดงกับฮั้วสว.แล้ว ก็คงจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่สังคมตั้งคำถามถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ทั้งจุดยืนเรื่องนโยบายกัญชาและคดีการเมือง
โดยภายหลังจากที่นายอนุทินเป็นนายกฯ หลายคนมีความกังวล เพราะจะเห็นว่ามีประชาชนหรือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับการประกันตัว รวมถึงการดำเนินคดีและจำคุกที่มีโทษสูง 10-20 ปี เป็นหลายประเด็นที่ต้องจับตาดูว่าท่าทีของรัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร
เมื่อถามว่า ให้คะแนนครม.ชุดใหม่เท่าไหร่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเจอคำถามนี้ในฐานะสส.ฝ่ายค้าน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายเศรษฐาและน.ส.แพทองธาร จึงขอใช้มาตรฐานเดิมคือไม่ให้ตัวเลข เพราะท้ายที่สุดคนที่ให้ตัวเลขได้ดีที่สุดคือประชาชน ย้ำว่าต้องตรวจสอบนโยบายในระยะเวลา 4 เดือนว่าจะมีนโยบายแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ตรงจุดหรือไม่ และมีหลายรายชื่อที่เราตั้งคำถามถึงความเหมาะสมอยู่
เมื่อถามถึงการวางตัวรัฐมนตรีชุดใหม่ที่สังคมกังวลและตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคดีความของแกนนำรัฐบาล นายพริษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคประชาชนยังคงเป็นเหมือนเดิม คือตรวจสอบรัฐบาลก่อนหน้าอย่างไรก็จะตรวจสอบรัฐบาลนายอนุทินเช่นนั้น และคิดว่าให้การกระทำในช่วง 4 เดือนข้างหน้าเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงความจริงใจของพรรคประชาชน
เมื่อถามว่า หน้าตาของครม.ชุดใหม่ที่ประชาชนตั้งข้อสังเกต จะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในการไม่ปฏิบัติตาม MOA หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า MOA ไม่ได้พูดถึงเรื่องของรายละเอียดครม. เพราะเราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
แต่ยืนยันว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบครม.อนุทิน จะไม่น้อยไปกว่าครม.ชุดก่อน กลไกที่ผ่านมาเราใช้กลไกของสภาในการตรวจสอบ ทั้งการตั้งกระทู้ถามสด การยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาหรือกลไกกรรมาธิการ ไปจนถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น เรายังคงใช้มาตรฐานเดิมในการตรวจสอบการทำหน้าที่ครม.นายอนุทิน

เมื่อถามว่า การทำงานการเมืองของพรรคประชาชนในขณะนี้ไม่ได้อุ้มพรรคภูมิใจไทยอยู่ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้อุ้มใครอยู่ทั้งนั้น และตนอยากชวนให้คิดว่า เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือครม.ของนายอนุทิน มีเสียงในสภาน้อยกว่าครม.ชุดก่อน
ดังนั้น หากพรรคฝ่ายค้านแม้จะมีความเห็นที่ต่างกันในบางประเด็น แต่ถ้าจุดที่เรามีร่วมกันในการตรวจสอบรัฐบาล จะทำให้ฝ่ายค้านมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการตรวจสอบครม.นายอนุทินมากกว่าที่เราเคยมีในครม.ชุดก่อนด้วยซ้ำ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกฎหมายในสภา มีการพิจารณากฎหมายหลายฉบับในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มาจากพรรคประชาชนหรือพรรคอื่นที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากการที่เรามีรัฐบาลเสียงข้างน้อย
“ลองจินตนาการ หากครม.เสนอกฎหมายอะไรมา แล้วพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยไม่เห็นชอบ กฎหมายก็จะผ่านไม่ได้ ผมเข้าใจในความรู้สึกของพรรคเพื่อไทยว่าอาจจะมีคำถามหรือมีความเห็นต่างกับพรรคประชาชนในบางประเด็น แต่ก็อยากจะเชิญชวนด้วยความจริงใจว่าอะไรที่เห็นตรงกัน ให้มาร่วมกันตรวจสอบจะทำให้ฝ่ายค้านมีพลัง” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามกรณีที่มีความกังวลว่าจะมีการแปลงร่างจากเสียงรัฐบาลข้างน้อยไปเป็นเสียงข้างมากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ลองเอาคณิตศาสตร์มากางกันดู ถ้าพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย (พท.) สามารถรักษาความเป็นเอกภาพของสส.พรรคตัวเองได้ เอาแค่สองพรรครวมกันเป็น 280 เสียง หรือหากบวกพรรคประชาชาติอีก 10 เสียง ได้ประมาณ 290 เสียง
บวกลบคูณหารแล้วรัฐบาลรวมกันได้มากสุดแค่ 210-220 เสียง ดังนั้น ตราบใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ของตัวเอง ในการรักษาเอกภาพของสส.ตัวเองได้ เราก็ไม่มีความกังวลเรื่องรัฐบาลเสียงข้างมาก

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงครามมาตลอด แต่เมื่อดูรายชื่อครม.ชุดใหม่แล้ว มีคนที่เป็นสายล่อฟ้า รวมถึงอาจจะมีการยื่นองค์กรอิสระ เพื่อตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติ นายพริษฐ์ กล่าวว่า จุดยืนพรรคประชาชนเหมือนเดิม เราตรวจสอบรัฐบาลก่อนอย่างไรก็จะตรวจสอบรัฐบาลนี้เช่นนั้น
และเรื่องการใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบก็ยังเหมือนเดิม คือ หากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต ซึ่งเรามองว่าเรื่องการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายได้ ทั้งกลไกขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งก็มีการดำเนินการมาตลอด
ย้อนไปสมัยของพรรคก้าวไกล ในกรณีการตรวจสอบของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หรือกรณีการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของสภาฯ ในกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 1 เราก็ใช้กลไกองค์กรอิสระในการตรวจสอบการทุจริต
แต่สิ่งที่เรามีจุดยืนแตกต่างกันออกไป คือมาตรฐานจริยธรรม เพราะเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างนิยามไม่เหมือนกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจได้ ซึ่งเป็นจุดยืนที่เรามีมาตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเป็นจุดยืนเดิมที่เราจะใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือครม.เป็นอย่างไร