หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ‘ครม.อนุทิน’ แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ ในวันที่ 24 ก.ย. และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาช่วงสิ้นเดือนก.ย.นี้ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจถูกจับตาเป็นอย่างมากว่าจะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

โฉมหน้ารัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ ถ้าดูจากเรื่องคนเป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

แต่การจะสร้างความเชื่อมั่นต้องขึ้นอยู่กับภารกิจที่อยู่ภายใต้กรอบไทม์ไลน์ 4-6 เดือน ว่าจะประสบความสำเร็จขนาดไหน

ที่สำคัญมากกว่านั้นคือภารกิจที่กำลังรออยู่เป็นภารกิจที่ท้าทาย ฉะนั้นถ้าดูในภาพรวมแล้ว

1.ธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับ 4-6 เดือนนี้ ชุดหนึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ว่าจะทำได้ขนาดไหน อันดับแรกคือแก้ปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ในเรื่องการนำเข้า และสัดส่วนสินค้าของประเทศต้องให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ชุดสอง ธุรกิจขาลงที่มีผลกระทบจากภาษีทรัมป์ในช่วงครึ่งปีหลัง ต้องดำเนินมาตรการว่าจะสามารถทวนกระแสหรือไม่ให้ขาลงตรงนี้รุนแรง ถ้าเป็นไปได้ทวนกระแสในเรื่องการส่งออก ส่วนการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไม่ได้รุนแรงหรืออาจจะเรียกว่าเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

2.ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องบริหารด้านความมั่นคงคู่ขนานไปกับดุลยภาพที่เกี่ยวข้องกับการค้า จะบรรเทาความเดือดร้อนการค้าชายแดนของเอสเอ็มอีได้อย่างไร ส่วนที่รัฐบาลสามารถทำได้เลย คือเร่งใช้งบประมาณปี 2568 และ 2569 รวมทั้งเร่งการลงทุนที่อยู่ในอีอีซี ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากพอสมควร

3.การแก้ปัญหาด้านการเงินการคลัง คิดว่า 4-6 เดือน แก้ไม่ได้ แต่สิ่งที่พอจะวัดได้คือต้องมีการตอกเสาเข็ม เราหวังแค่ว่ามีมาตรการที่พอจะเห็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่นำมาบูรณาการกับสินค้าและบริการ จึงขอให้มีโครงการที่พอจะเห็น และมีแนวโน้มที่พอจะทำได้

พร้อมทั้งปรับปรุงเรื่องแรงงาน การพัฒนาฝีมือ เพราะความสำเร็จต้องใช้เวลาเป็นปี อย่างน้อยที่สุด 4-6 เดือนนี้ พอเห็นเส้นทางว่ามีการดำเนินมาตรการในลักษณะอย่างไรบ้าง

4.กรอบวินัยการเงินการคลัง ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่เรียกว่า “หน้าผาทางการคลัง” หนี้สาธารณะเกือบ 65% การขาดดุลงบประมาณ 4.5-4.6% งบประมาณปี 2569 เพิ่มจากปี 2568 จาก 3.75 มาเป็น 3.78 % จึงต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างมาก โดยต้องเรียงลำดับความสำคัญ การบริหารกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่ไปกระทบกับกรอบวินัยการเงินการคลัง

สิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจที่คิดว่าใน 4-6 เดือนนี้ที่ประชาชนหวัง และจะวัดความสำเร็จของรัฐบาล

ส่วนเรื่องหนี้ครัวเรือน สินค้าแพง น้ำมันแพง อยู่ที่ความสามารถของรัฐบาลจะบรรเทาผลกระทบได้อย่างไร

ตนอยากจะเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดต้องมีโครงการที่ไม่ใช่แค่กระตุ้นหรือช่วยเหลือเอสเอ็มอีแบบที่ทำมา เช่น ช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งทุกรัฐบาลทำเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีโครงการที่ทำให้สามารถแข่งขันได้ในเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ยังไม่ได้ทำ

ในรัฐบาลชุดนี้ตนไม่ได้หวังว่าจะทำสำเร็จ แต่อย่างน้อยที่สุดมีโครงการที่อธิบายได้และสามารถมองได้ว่าเป็นรูปธรรมที่ตนเรียกว่าเป็นการ ‘ตอกเสาเข็ม’ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะความสำเร็จต้องใช้เวลา

สำหรับโครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำก็ช่วยในระยะสั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้แปลกใจและตื่นเต้นอะไร เพราะรัฐบาลอื่นทำมาแล้ว เป็นโครงการที่จะทำอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าไม่ให้แย่ลง

ส่วนการส่งออก ต้องดูฝีมือว่าอย่าทำให้การส่งออกอยู่ในขาลงมากเกินไป อย่างน้อยที่สุดนิ่งได้ ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยวคิดว่ารัฐบาลทำได้แน่นอน ไม่น่ามีปัญหา

รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ถ้าเป็นตัวบุคคลใช้ได้

ปัญหาสำคัญไม่ใช่ตัวบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือที่ต้องแสดงออกใน 4-6 เดือน จะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ คือ 1.ต้องกระตุ้นให้เศรษฐกิจที่อยู่ขาลง ให้อยู่ใน ลักษณะที่เรียกว่าทรงตัว หรือดีขึ้นได้ 2.พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างน้อยที่สุดมีการตอกเสาเข็ม 3.มีการบรรเทาความลำบากของประชาชน

3 ภารกิจตามไทม์ไลน์ที่กำหนดจะเป็นการวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ตนจึงยังไม่ให้คะแนนรัฐมนตรีแต่ละคน เพียงแต่ดูหน้าตาแล้วใช้ได้

ธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดี ม.หอการค้าไทย

ปธ.ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

หน้าตาของครม.เศรษฐกิจ ทุกคนตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชน ประชาชนและภาควิชาการ เนื่องจากแต่ละคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเคยอยู่ในแวดวงและเป็นผู้มีความรู้เฉพาะในแต่ละด้านอยู่ก่อนแล้ว

เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการคลัง มีความรู้ด้านการคลังมาก่อน รวมทั้งยังเคยทำงานด้านการวางนโยบายการคลังให้กับรัฐบาล

ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มีความรู้ และความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจ ดังนั้น จะเอื้อในเรื่องการเจรจาด้านธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นงานของกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในเรื่องไอที ที่จะเข้ามาช่วยเสริมงานด้านการค้าขายด้วย

ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงานค่อนข้างชัดเจนว่ามีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน ฉะนั้นเชื่อว่าจะสามารถเข้ามาดูแลและปรับโครงสร้างด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี

มั่นใจว่าโฉมหน้าของครม.เศรษฐกิจชุดนี้จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุนได้มากขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับระยะเวลาในการทำงานที่มองกันว่ารัฐบาลมีเวลาไม่เกิน 6 เดือนนั้น ไม่ใช่ปัญหา เพราะประเทศไทยมีปัญหาที่ต้องแก้ไขทั้งปัญหาในระยะสั้นและปัญหาในระยะยาว

หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นได้ดี สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เติบโตได้ 2-3% จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโมเมนตัมที่ฟื้นขึ้นได้ในช่วงต้นปีหน้า และมีความเข้มแข็งมากพอที่จะรองรับการยุบสภาของรัฐบาล

หากจะให้คะแนนหน้าตาของครม.เศรษฐกิจชุดนี้ ส่วนตัวให้ 9 เต็ม 10 คะแนน

อีก 1 คะแนนขอรอดูผลงานที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

นาวา จันทนสุรคน

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ส.อ.ท.)

แม้รัฐบาลนายอนุทินจะเข้ามาบริหารนโยบายของประเทศเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ส่วนตัวมั่นใจในครม.เศรษฐกิจชุดนี้ เพราะเชื่อว่าจะตั้งใจทำงานและสามารถทำออกมาได้ดีเพื่อประเทศแน่นอน

ส่วนตัวยังเห็นข้อดีของครม.เศรษฐกิจชุดใหม่มีแนวโน้มวิสัยทัศน์ที่ลงมือทำเร็ว

โดยในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เสนอให้ ส.อ.ท.พูดคุยร่วมกันกับครม.เศรษฐกิจทุกสัปดาห์ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเอกนิติได้ให้การบ้าน ส.อ.ท.สรุปความต้องการเน้นพัฒนาด้านห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ตรงไหนต้องการให้เพิ่มเติมเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ให้รวบรวมประเภทสินค้า ที่คาดว่าจะเข้ามาแย่งกำไร หรือส่งผลกระทบคนในประเทศหากมีการนำเข้ามา เป็นต้น ยอมรับว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ส.อ.ท.ทำงานหนักกันมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้กับ ครม.เศรษฐกิจให้เร็วสุด

ส่วนงานเร่งด่วนนั้น อยากให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างรวดเร็วเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้ฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป

รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วย จากงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม

โดยคาดหวังว่าในอนาคตรัฐบาลจะลดค่าไฟฟ้าลงอีก แต่ต้องไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน

ส่วนเงินบาทแข็งค่า รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลค่าเงินบาทเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ

เพราะต้องยอมรับว่ากระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งลดลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน