อนุทิน ปาฐกถาพิเศษงาน “Thailand-China Cooperation Expo 2025” ชู 5 มิติ ความร่วมมือไทย-จีน ประกาศไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า-เทคโนโลยี

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 ก.ย. 2568 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “Thailand-China Cooperation Expo 2025” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดงานว่า งานดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ที่ทั้งสองประเทศมีให้แก่กันมาอย่างยาวนาน ทั้งในระดับประมุขแห่งรัฐที่มีความผูกพันมั่นคงในพระราชไมตรี ระหว่างราชสำนักของทั้งสองประเทศตั้งแต่อดีตกาล เป็นรากฐานของความสัมพันธ์บนความไว้วางใจ และความซื่อสัตย์อันมั่นคงต่อกันต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

ระดับรัฐต่อรัฐที่ดำเนินมาภายใต้การดำเนินการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยไม่แทรกแซงกิจการภายใน ระดับประชาชนต่อประชาชน ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงประหนึ่งครอบครัวเดียวกัน ดังคำกล่าวที่มีมานานว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” และระดับภาคเอกชนต่อภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนทางธุรกิจ กิจการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ในปีอันเป็นมงคลนี้ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังได้ร่วมมือกันจากกิจกรรมสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย สะท้อนถึงพลังแห่งมิตรภาพและความมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืนยืน

ขณะที่ นายกฯ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีที่สำคัญ ที่จะสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ที่เป็นวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ร่วมกันสร้างฐานความร่วมมือ และความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ซึ่งในอนาคตตนมั่นใจว่ารากฐานนี้จะนำพาเราไปสู่โอกาสใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะจีนได้พิสูจน์ให้โลกได้เห็นถึงพลังแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นผู้นำในพลังงานสะอาด

ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจ เพื่อตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต การมาบรรจบกันของทั้งสองประเทศ จึงเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองในหลายมิติ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือของไทยและจีน ในอนาคตจะไม่หยุดอยู่เพียงการค้า และการลงทุนเท่านั้น แต่จะขยายสู่ 5 มิติที่สำคัญเป็นอย่างน้อย ประกอบด้วย 1.มิติการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) รวมถึงการเดินหน้าพัฒนารถไฟเชื่อมโยงความเร็วสูง เพื่อสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ

2.มิติพลังงานสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีตลอดจนแบตเตอรี่ โดยมีจีนเป็นพันธมิตรหลัก

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ เรายังได้ร่วมกันกำหนดแผนพัฒนาการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ในระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2568-2572 เพื่อขยายความร่วมมือสู่สาขายุทธศาสตร์ใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่และพลังงานสีเขียว เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

3.มิติการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งสองประเทศจะสร้างเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงระบบการเงิน การค้าข้ามแดน และการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะ SME และ Start-up ได้เข้าถึงตลาดใหม่อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

4.มิติด้านการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารซึ่งสำคัญมากกับประเทศผู้ผลิตอย่างไทยและประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีน

และ 5.มิติการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว อย่างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การแลกเปลี่ยนการศึกษาของบุคลากรวิชาชีพ ตลอดจนวัฒนธรรมที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีความแน่นแฟ้นอยู่บนรากฐานของความเข้าใจและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ในฐานะนายกฯ และรัฐบาลไทย เรามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยร่วมมือกับประเทศจีนอย่างใกล้ชิด เดินหน้าลดอุปสรรคปรับปรุงกฎระเบียบ และเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

ขณะเดียวกันประเทศไทยจะพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นเพียงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นประตูบานสำคัญที่จะเปิดไปสู่ความร่วมมืออื่นๆในภูมิภาคนี้ เพื่อให้มิตรภาพที่มีต่อกันมายาวนานระหว่างไทย และจีน เป็นเหมือนก้าวกระโดด นำไปสู่ความพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติต่อไป

ตนเชื่อมั่นว่างานนี้จะไม่เป็นเพียงเวทีในการแสดงศักยภาพ แต่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของอนาคตที่ไทย และจีน จะร่วมกันสร้างบนพื้นฐานแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจความร่วมมือและวิสัยทัศน์ร่วมกัน

นายกฯ ยังได้แสดงความชื่นชมและขอขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหอการค้าไทยจีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ที่ได้ร่วมกันจัดงานนี้ พร้อมขออำนวยพรให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายทุกประการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน