ณัฐพงษ์ น้อมรับผลโพล เรตติ้งลดฮวบ พร้อมปรับปรุงการทำงาน อึกอัก คะแนนส้มไหลช่วย ภท. แนะ พท. ประเมินตัวเอง เผยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ปลายม.ค.69
เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 29 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจดุสิตโพล มีข้อสังเกตว่าความนิยมในตัวนายณัฐพงษ์ลดลง จากเดิม 51.15% เหลือ 44.27% ในขณะที่ความนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไล่ตามขึ้นมาได้ประเมินว่าต้องแก้ไขอะไรหรือไม่ว่า พร้อมรับในข้อคิดเห็นและขอบคุณประชาชนที่สะท้อนเสียงออกมาผ่านผลโพล
ก่อนหน้านี้ผลโพลมีทั้งขึ้นและลง เมื่อไหร่ที่ขึ้นตนก็ขอบคุณ เมื่อไหร่ที่ลงก็ต้องรับมาสะท้อน และมาปรับปรุงการทำงาน อยากให้ทุกคนที่แสดงข้อคิดเห็นผ่านผลโพลได้ติดตามการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนในช่วง 4 เดือน และในทุกย่างก้าวทุกการกระทำ ทุกการทำหน้าที่ในสภา จะเป็นข้อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าทำไมเราตัดสินใจโหวตให้นายอนุทิน ซึ่งทุกย่างก้าวจะเป็นประโยชน์ สร้างประโยชน์หาทางออกให้กับประเทศ
เมื่อถามว่าต้องปรับแผนการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะคู่แข่งคนสำคัญครั้งหน้าคือพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้วางแผนและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตั้งแต่ที่บรรลุข้อตกลง MOA ภายในของพรรคประชาชนก็ได้เตรียมกองแคมเปญขึ้นมา เพื่อเตรียมยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงบุคคลต่างๆ และเตรียมทาบทามบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งต้องรอจังหวะที่เหมาะสมและจะเปิดตัวต่อไป
เมื่อถามว่าจะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชนช่วงไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจเป็นช่วงใกล้ปลายเดือนม.ค.เป็นต้นไปที่มีข้อแน่ชัดว่ามีการยุบสภา และมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งจริงๆ รวมถึงบุคคลที่เราทาบทามอาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน อาจไม่สะดวกเปิดตัวในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บางคนอาจสะดวกเปิดตัวตอนจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นต้องรอฟังเสียงประชาชนที่ไปใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้ง พูดตอนนี้อาจจะเร็วไปที่จะมีการเปิดตัว
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้ มาจากฐานเสียงพรรคก้าวไกลเดิมไหลไปช่วยว่า ตนไม่สามารถไปประเมินแทนประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ได้ว่ามีการไหลจากใครไปใคร เพราะหากประเมินอย่างนั้น ก็เหมือนเป็นการตัดสินแทนประชาชน
ซึ่งสนามนี้คือการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ฉะนั้น คนที่ต้องประเมินควรเป็นพรรคเพื่อไทยด้วย และผลออกมาแบบนี้ ตัวเขาเองก็ต้องปรับปรุงหรือหาทางเตรียมรับมืออย่างไรมากกว่า