อนุทิน ขิงกลับทุกดอก โว สมัยผมเป็นรัฐมนตรี “หมอชลน่าน” เป็นแค่เลขารมต. ยัน ไม่ให้ใครบงการเบื้องหลัง เชื่อมือ ครม. ทำงานเต็มที่ใน 4 เดือน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ก.ย.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ) เป็นพิเศษ มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ
ต่อมาเวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า สิ่งที่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามแรกว่า รัฐบาลของตน ทำได้หรือไม่ ทำเป็นหรือไม่ ทำดีหรือเปล่า คำตอบคือทำได้ สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในคำแถลงนโยบายนั้น เป็นสิ่งที่ได้ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าพวกเราทุกคนต้องทำได้ เพราะวิธีการทำงานของตนนั้น เราใช้คำว่า “ทำได้เร็วและต้องทำเลย”
ฉะนั้น ขอชี้แจงให้สมาชิกได้เกิดความมั่นใจตลอดจนพี่น้องประชาชนด้วย ส่วนทำเป็นหรือเปล่า ก็ทำเป็น ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตนได้คัดสรรมาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ในวิชาชีพทุกๆ ด้าน แม้กระทั่งผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีมาก่อน ตนก็ได้ทำการตรวจสอบ ประวัติการทำงานประวัติการศึกษาพฤติกรรม
ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนในการมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยที่รักของเรา และพี่น้องประชาชนผู้ที่ตนคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาว่าคือผู้ที่มีพระคุณต่อตนและรัฐบาลนี้
ส่วนทำดีหรือเปล่าก็ขอยืนยันว่า คนเราถ้ามาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วมาถึงจุดนี้ได้ใช้เวลาเป็น 10 ปี ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุดให้เป็นเกียรติประวัติและให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชนที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ
“ดังนั้น ใน 4 ประเด็นที่ท่านบอกไว้ต่อเนื่องมาถึงเรื่องของการขาดโอกาส ซึ่งผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน เพราะรัฐบาลนี้ผมได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่าไม่มีคำว่าคนละพรรค นี่คือพรรครัฐบาล ไม่มีขัดแข้งขัดขา ไม่มีความกังวลใดๆ ที่จะเห็นว่าพรรคไหนทำอะไรแล้วจะได้รับความนิยมชมชอบจากพี่น้องประชาชนมากกว่า
ผมอาจจะโชคดีที่ผมถูกสั่งสอนมาให้เป็นคนใจกว้าง อะไรก็ตามที่เป็นวงวานว่านเครือเป็นเครือข่ายการทำงานที่มีผมไปเกี่ยวข้องด้วยแล้วใครทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ ผมมักจะอนุโมทนาสาธุ ชื่นชมและสนับสนุนทุกคนที่ทำงานร่วมกันกับผมได้ประสบความสำเร็จสูงสุด” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ท่านพูดว่ารัฐบาลนี้ขาดคนมีฝีมือ ก็ต้องยืนยันว่า ตนให้ความเชื่อมั่นว่า ทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลของตน ตนคัดเลือกเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากเรื่องของคุณความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และผลงานความรู้ประสบการณ์ ตนขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล 4 เดือนของตน เต็มไปด้วยบุคคลกรที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ ประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านกังวลเรื่องความโปร่งใส
ขอให้นพ.ชลน่าน สบายใจ เพราะตนรับฟังทุกคำ จดทุกความกังวล และยินดีมาชี้แจง ความโปร่งใสนั้นเกิดจากการที่เราจะต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถูกต้องตามกฏหมายถูกต้องตามระเบียบและที่สำคัญคือต้องใจกล้าให้ทุกคนมาตรวจสอบได้ ยืนยันว่ารัฐบาลของตนจะต้องโปร่งใสและมีการตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ส่วนที่ นพ.ชลน่าน ระบุว่าดูแล้วขาดอนาคตประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยนั้นคือการเคารพเสียงส่วนใหญ่ไม่เอาแต่ใจมาเป็นข้อตัดสินมีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งตนมองเห็นต่างกับนพ.ชลน่าน ตนมองว่าจากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดีในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมีความสด
อย่างน้อยนายกฯ คนนี้จะไม่มีใครบงการได้ ตัดสินใจเอง คิดเอง แล้วหารือกับ ครม. และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ในการตัดตัดสินใจทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศและประชาชน
นายอนุทิน ชี้แจงต่อว่า ที่กล่าวหารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ท่านพูดไม่ผิด เวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา ขออนุญาตนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่าขอให้นับวันที่ 1 ต.ค.เป็นวันแรกแล้วนับไป 4 เดือน คือ วันที่ 31 ม.ค. ยุบสภาแน่นอน ถือเป็นพันธระหว่างพรรคที่ลงนามใน MOA กับพรรคประชาชน ว่าความมุ่งหมายของเราเป็นอย่างไร
ตนเห็นพ้องกับทางพรรค เมื่อถึงเวลาอันสมควรเราต้องคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่มีติ่งท้าย ที่ตนขอกระทำและทำให้สำเร็จ คือจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่ต้องเข้ามาแก้ไขความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้วมา
ตนยอมรับในสภานี้และครม.ของตนอีก 35 คน จะทำทุกอย่างเพื่อเรียกความเสียหาย ความสูญเสีย ทั้งเรื่องเกียรติภูมิของประเทศ เศรษฐกิจ ขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยของประชาชน กลับมาสู่ประเทศไทย และคนไทยให้ได้ในระยะเวลาทำงาน 4 เดือน ตนมั่นใจว่าทำได้ เพราะได้เตรียมการในเรื่องนี้มามากพอสมควรแล้ว
“บางทีการทำงานนั้น ทุกคนมีความรู้ ความสามารถ แต่ต้องไม่เปรียบกัน บางทีพอท่านทำไม่ได้ แล้วไปคิดว่าคนอื่นทำไม่ได้ด้วย มันก็ไม่ถูก ผมก็ไปดูว่าตอนที่ท่านมาอยู่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ 7 เดือน กับผมก็อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข 7 เดือน ผมมั่นใจว่าผมได้ทำอะไรเยอะมาก ทั้งโควิด เหตุการณ์วิกฤตด้านสาธารณสุข ผมจึงอาจมีบทบาทมากกว่าที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่
แต่เราไม่ว่ากันผมเคารพท่านอยู่เสมอ ท่านมีความรู้สามารถในวิชาชีพโดยตรง ยังมั่นใจว่าท่านมีความเสียสละ และความทุ่มเทให้กับบ้านเมืองไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในรัฐสภา
ท่านพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนใหญ่ในนโยบายของรัฐบาลนี้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ผมมองต่างนิดนึงคือรัฐบาลนี้ยกเลิกกาสิโน เรายกเลิกเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่เอาเงินดิจิทัล 10,000 บาทไปให้ประชาชนเฉยๆ
แต่เราใช้วิธีการมีส่วนร่วม เราไม่มอมเมาพี่น้องประชาชนด้วยการพนัน เราไม่ขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจการพนัน ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากการร่วมรัฐบาลเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เพราะพวกเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในขณะนั้น” นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวต่ว่า ตนขอเคลมว่า ตนเคารพศรัทธาเสมอกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ 30 บาทรักษาทุกที่ อนุทินครับ ไม่ใช่ชลน่าน ผมทำมาตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข 4 ปี เป็นรมว.สาธารณสุขยาวนานที่สุดในการทำงานของรัฐมนตรีหลาย 10 คนที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้ตนได้ใช้เวลาทั้ง 4 ปี ใช้เวลาประสานงานกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ฟอกไตฟรี
แต่เสียดายรัฐบาลชุดที่แล้วเอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไป เหลือบางส่วน ใน 4 เดือนนี้ตนจะเอากลับมาและเป็นสิ่งที่ รมว.สาธารณสุข จะต้องทำให้ตนเห็นภายใน 2 เดือน จริงๆ ต้องสั้นกว่านั้น ไม่เช่นนั้น ตนจะต้องไปเป็นรมว.สาธารณสุขเอง
“ที่ท่านบอกว่ามีการพยายาม ดึง ซื้อ ตัวเลข 1,000-2,000 รวมกันแล้วหลายล้าน ตัวเลขเหล่านี้สำหรับผมถือเป็นตัวเลขอัปมงคล มีความพยายามมีตัวเลขนี้ มาทำให้คนในพรรคฝ่ายค้านหลายคนสมัยนั้นไขว้เขว แต่โชคดีที่ทุกคนเห็นว่าไม่เป็นมงคล เป็นตัวเลขที่เอาไปแล้ว ไปทำให้อนาคตของประชาธิปไตยมืดมน แต่คนที่ทำเป็นคนในฝั่งรัฐบาลตอนนั้น ไม่มาจากพรรคภูมิใจไทยแน่นอน
ผมขอให้มั่นใจ ทีมงานพร้อมพิสูจน์ทุกคน ผมเคยอยู่ในรัฐบาลเดียวกับท่าน นโยบายต่างๆ ตนพยายามที่จะต้องสนองทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ไปเตะความมั่นคงของประเทศ ความเสียหายของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมจึงต้องตัดสินใจที่ไม่ร่วมนโยบายกับท่านจึงเป็นเหตุที่ถูกเชิญออกมา ทำให้ประชาชนรับทราบว่าพรรคไหนที่คิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง” นายอนุทิน กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่า นโยบายของรัฐบาลนี้เป็นปัญหามากกว่าทางออก ตนและครม.ทั้ง 36 คน ตอบแทนได้ว่าไม่ใช่ นโยบายและการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ ครม.ทุกคนจะต้องทำงานอย่างหนัก ผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกประเทศ
“ขอย้อนคำพูดว่า เราเคยอยู่ด้วยกัน 20 กว่าปีก่อน ผมอยู่ในรัฐบาลที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อใดก็ตามที่มีการประชุม ครม. มีการพูดถึงปัญหาทั้งที่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ตอนนั้นผมเป็นรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่นพ.ชลน่าน เป็นเลขานุการ รมว.สาธารณสุขอยู่ เราทำงานด้วยกัน และผมจำมาถึงวันนี้ว่า นายทักษิณมักไม่พอใจกับครม. ที่นำเอาปัญหามาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงาน
ตั้งแต่วันนั้นผมบอกกับตนเองว่าจะไม่มีวันให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับผม หากผมทำงานที่ไหน เมื่อใดก็ตามถ้ามีปัญหาเช่นนี้ ท่านจะปิดไมค์คนนั้น แล้วพูดว่า ‘จำไว้นะ ผู้แพ้จะเห็นปัญหาในทุกทางออก และผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา’ ทั้งนี้ ตัวผมและครม.ทั้ง 36 คนเป็นอย่างหลัง ชนะไม่ชนะไม่รู้ แต่พวกผมเห็นทุกทางออกในทุกปัญหา” นายอนุทิน กล่าว
ทำให้ นพ.ชลน่าน ลุกขึ้นโต้ว่า นายกฯ พาดพิงมาถึงตน โดยเฉพาะเรื่องการทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านบอกว่า 7 เดือนของท่าน ดีกว่าของตน เราจะไม่เถียงกันตรงนี้ ซึ่งประเด็นที่ตนจะชี้แจงคือท่านบอกว่า 30 บาทรักษาทุกที่ อนุทินไม่ใช่ชลน่าน ตนขอใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อชี้แจงในเรื่องนี้
ตนไม่เข้าใจว่านายกฯ หมายถึงอย่างไร แต่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย สมัยรัฐบาลที่ผ่านมาของนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งตนเป็นรมว.สาธารณสุข ดำเนินนโยบายนี้ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นข้อเท็จจริง
ส่วนที่ท่านพูดถึงนายทักษิณ นำสิ่งที่ได้ให้ไว้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ และกล่าวชื่อตนในฐานะเลขารัฐมนตรี ตนอาจจะสติปัญญาไม่ถึง ตีความหมายไม่ถูกว่า ตนไปเกี่ยวข้องกับการประชุมครม.ได้อย่างไร เพราะตนเป็นเพียงเลขารัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์เข้าไปนั่งในห้องประชุมรัฐมนตรี