“ภคมน” ซัด “รัฐบาล” ดันทุรังเข็น “โครงการแลนด์บริดจ์” ทั้งที่ถูกทักท้วงมาตลอด เหตุไม่คุ้มทุน มองไม่ใช่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสใช้หาเสียงในพื้นที่ภาคใต้
29 ก.ย. 68 – ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 23.55 น. ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนแปลกใจที่มีเวลาแค่ 4 เดือน แต่รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยได้หยิบยกนโยบายอภิมหาโปรเจกต์ อย่างแลนบริดจ์ ขึ้นมา แม้จะไม่อยู่ในคำแถลงนโยบายเล่มนี้ แต่ข่าวออกไปทุกช่องประชาชนรับรู้ทั้งประเทศ
โดยโครงการแลนด์บริดจ์ คือการสร้างทางลัดเพื่อเชื่อมต่อท่าเรือสองฝั่งทะเล นั่นคือท่าเรืออันดามันที่จ.ระนอง ซึ่งเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดีย และท่าเรืออ่าวไทยที่ จ.ชุมพร ซึ่งเชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิก ปกติเรือขนส่งสินค้าจากนานาประเทศที่เดินทางระหว่างมหาสมุทรอินเดีย กับมหาสมุทรแปซิฟิก จะต้องแล่นเรือ อ้อมผ่านประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยใช้เส้นทางช่องแคบมะละกา ซึ่งค่อนข้างแออัด รัฐไทยผุดไอเดียทำทางลัดโดยหวังว่า เรือจะได้ไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ประหยัดเวลา ประหยัดต้นทุน
น.ส.ภคมน กล่าวว่า แต่ไม่ง่ายแบบนั้นเพราะต้องขึ้นมาบนบกก่อน ดังนั้นผู้ประกอบการการเดินเรือต้องมีเรืออย่างน้อยสองลำ จากปกติบริษัทขนส่งสินค้าใช้เรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกาได้เลยแต่ ถ้าใช้แลนบริดจ์ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม เช่นค่าขนของขึ้น ขนของลง ค่าเดินทางจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร แลนบริดจ์จึงถูกทักท้วงมาตลอดว่าไม่ควรทำ เพราะไม่รู้ว่าใครจะมาใช้ แต่รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลนี้ก็ยังไม่ยอมตัดใจที่จะผลักดันโครงการ
น.ส.ภคมน กล่าวว่า โครงการแลนบริดจ์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ. SEC ที่ตามมาด้วยการทำให้เกิดการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการสร้างข้อยกเว้นทางกฎหมาย ให้สิทธิพิเศษเหนือที่ดินแก่กลุ่มทุน และการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเช่าที่ดินชั่วลูกชั่วหลาน
ภายหลังจากรัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมจากพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น ได้สั่งให้ สนข. ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือฝั่งชุมพรและระนอง
น.ส.ภคมน กล่าวว่า แต่ตลอดอายุของรัฐบาลที่ผ่านมา โครงการแลนบริดจ์ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา หลายๆ คำถามทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ แต่ยังจะฉายภาพว่าโครงการแลนบริดจ์ คือโอกาสที่ประเทศไทยจะเติบโตทางเศรษฐกิจ ตนมองว่าไม่ได้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นโอกาสให้พวกท่านเอาหาเสียง สร้างคะแนนนิยมกับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ พรรคการเมืองไม่ผิดหากสร้างจินตนาการใหม่ผ่านนโยบายที่ชวนฝัน แต่มันผิดตรงที่รู้อยู่แล้วว่า ไม่คุ้มค่า ทั้งรายงานของ สนข.และรายงานของกรรมาธิการวิสามัญมีการตกแต่งตัวเลขเกินจริง
นอกจากนี้นักวิชาการประมงประมาณตัวเลขว่าหากทำแลนบริดจ์จะเกิดการสูญเสียรายได้จากการทำประมงไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี 2 ปี ที่ผ่านมา เราเสียเวลามามาก ที่รัฐบาลดันทุรังทุ่มงบประมาณไปโรดโชว์ขายโครงการแลนบริดจ์มาหลายประเทศ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเลขความคุ้มค่าของโครงการนี้เท่าไรกันแน่ สุดท้ายผลที่ออกมาไม่มีแม้กระทั่งรายชื่อนักลงทุนที่มีแนวโน้มจะลงทุนจริงๆด้วยซ้ำ
น.ส.ภคมน กล่าววว่า4เดือนหลังจากนี้ หากยืนยันเดินหน้าต่อก็หานักลงทุนมาสร้างแลนบริดจ์ไม่ได้
เพราะนักลงทุนโปรเจกต์ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้เชื่อแค่รายงานของรัฐบาลไทย ต้องศึกษาเองด้วย และหากผลออกมาชัดว่าไม่คุ้มทั้งด้านการเงิน และด้านสิ่งแวดล้อม เราต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ของแลนบริดจ์ คือพื้นที่ของมรดกโลก 6 แห่ง ถ้าสร้างแลนบริดจ์ จะเกิดความเสี่ยงมหาศาล ที่ความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่เหล่านี้ถูกทำลาย
“เราเสียเวลากับเรื่องแลนด์บริดจ์ และคลองไทยมานานจนภาคใต้เสียโอกาสการพัฒนา เพราะรอดูว่าพวกท่านจะเอายังไงกับแลนบริดจ์ รอจน โครงการพัฒนาภาคใต้อื่นๆ ที่เขาต่อคิวรออยู่ต้องหยุดชะงักไปแทนที่จะเดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ขุดลอกร่องน้ำให้ลึกขึ้น ปรับผังเมืองให้จ.ระนองเอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ ยกระดับให้เป็นประตูการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันสู่เมียนมาและเอเชียใต้“น.ส.ภคมนกล่าว
น.ส.ภคมนกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งเป้าจะได้สส.ภาคใต้ 30คน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากคิดว่าจะชนะในพื้นที่ภาคใต้เพราะนโยบายแลนบริดจ์ คงคิดง่ายไป คิดแค่ว่าจะชนะใจประชาชนได้ ด้วยการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ เม็ดเงินมหาศาลไว้ก่อน คนใต้บ้านเราเขาเรียกตั้งท่าซะหรอย แต่เอาเข้าจริงไม่มีอะไร
ภาคใต้ต้องการของจริง นโยบายการพัฒนาที่เป็นจริง คุ้มค่า ยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริงๆ ตนเชื่อว่าประชาชนจับตาอยู่ อีก4เดือนข้างหน้างประชาชนจะพิจารณาเลือกนักการเมืองที่เห็นผลประโยชน์ของพวกเขามากกว่าเลือก นักเลือกตั้งที่วันๆ พูดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง