“จุลพันธ์” เผย 2 ห่วงนโยบาย ‘อนุทิน’ ยินดีหากสานต่อนโยบายรัฐบาลก่อนหน้า ชวน จับตาเปลี่ยนแปลง งบฯปี’69 มหาศาล ชี้ นโยบายเศรษฐกิจน่าห่วง พูดขออย่าละเลยแผนระยะกลาง-ยาว จี้ ตั้ง คกก.ตรวจสอบปมถนนทรุดให้ได้ข้อเท็จจริง อย่าปล่อยให้สังคมคลาแคลงใจ
30 ก.ย. 68 – เมื่อเวลา 00.10 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ) เป็นพิเศษ มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ
โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ในเวลา 18.00 น. จะมีการประชุม ครม.นัดพิเศษ แล้วมาบีบเวลาพวกเราให้ต้องเสร็จสิ้นก่อนเวลาดังกล่าว สาเหตุมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2568 ที่ยังค้างท่ออยู่หลายหมื่นล้านเพื่อนำมาใช้ให้ทัน ตนเข้าใจเพราะมีเรื่องข้อจำกัดคือต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนวันที่ 30 กันยายน
เราอยู่ในรัฐบาลที่มาจากความผิดปกติของระบอบประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นเรื่องเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลที่ออกตัวแล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อย มาจากการที่มีพรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมยกมือสนับสนุนโดยไม่ไปร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค และวันนั้นนายกฯ ก็ออกมาพูดให้คำมั่นสัญญาว่า ต่อไปนี้พรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่เป็นองค์ประชุมตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่หมดอายุสภาฯ ชุดนี้ ทั้งหล่อ ทั้งฟังดูดี
แต่หลังจากนั้นกระบวนการในสภาฯ ไม่ได้ราบรื่น สัปดาห์ที่แล้วก็ทะเลาะกันเรื่องสภาฯ ล่ม และวันนี้สส.ก็ลงชื่อร่วมเป็นองค์ประชุม 282 คน หายไปไหนหมด นี่เป็นการแถลงนโยบายของพวกท่านเอง ตนไม่มานั่งนับองค์ประชุม แต่นี่คือคำมั่นสัญญา
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายเรื่องเศรษฐกิจนั้น ท่านเขียนมาแค่ 2 หน้า เข้าใจว่าโจทย์แค่ 4 เดือน มีเวลาอยู่อย่างจำกัด ท่านพูดหลักๆ อยู่ 5 ข้อ คือ 1. การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หรือโครงการคนละครึ่ง 2. การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเพิ่มสภาพคล่อง 3. การเพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย 4. การฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และ 5. ปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า
ซึ่งเมื่ออ่านแล้วต้องใช้คำว่าดูอ้อมค้อม อ้อมแอ้ม พูดไม่เต็มปากเต็มคำ ตนพยายามหาคำตอบว่าทำไมจึงเขียนแปลกๆ ในหลายๆ เรื่อง แต่เมื่อมาดูในรายละเอียดแล้วพบว่า เรื่องการเพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อยคือ การให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก การพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชน ซึ่งไม่มีรายละเอียด แต่เมื่อมาดูดีๆ จึงเข้าใจว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และท่านก็มาทำต่อ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายการให้ประชาชนซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก หรือ G-Token ที่รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ทำไว้ ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม ก็คือหวยเกษียณ ที่มีตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด อย่าไปอ้อมแอ้มกับเรื่องพวกนี้ อย่าไปเขิน นโยบายใดของรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ท่านเห็นว่ามีประโยชน์ แล้วท่านจะสานต่อ เป็นสิ่งที่ดีกับประชาชนทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง G-Token เรื่องหวยเกษียณ การแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ประชาชน แต่ขณะเดียวกันนโยบายใดของรัฐบาลก่อนหน้าที่ท่านไม่ชอบ ท่านไม่สานต่อก็เป็นสิทธิ์ ตนเคารพ แต่แน่นอนว่าตนรู้สึกเสียดายแทนโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้รับทั้งเรื่องนโยบาย 20 บาทตลอดสาย นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ บุหรี่ไฟฟ้า บ้านเพื่อคนไทย เอฟวัน ทูมอร์โร่แลนด์ เป็นต้น
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ตนมีความเป็นห่วงอยู่ 2-3 ข้อ คือ 1.ท่านออกตัวอย่างชัดเจนว่าด้วยระยะเวลาที่ท่านมีอยู่อย่างจำกัด และงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ เรื่องนี้เฟคนิวส์ จริงแค่ครึ่งเดียว เพราะวันที่งบประมาณปี 2569 เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เรามีรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชื่อนายอนุทิน ท่านเป็นหนึ่งในครม.ที่ส่งพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เข้าสู่สภาฯ
การที่ท่านบอกว่า ไม่ได้จัดทำนั้นตนรับได้ แต่สิ่งที่สภาฯ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคืองบประมาณปี 2569 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป เราต้องจับตา เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณอย่างมโหฬาร โดยรัฐบาลนายอนุทิน ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงการ การเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ที่หมายและการดำเนินการ หากเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม หรือเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกับประชาชนเรารับได้
แต่หากเปลี่ยนเพื่อหวังผลทางการเมือง อันนี้น่าเป็นห่วง หรือหากเปลี่ยนเพื่อตอบแทนบุญคุณกับเสียงที่เลือกท่านมา อันนี้ยิ่งรับไม่ได้ หรือหากเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความทุจริตคอรัปชั่น อันนี้เดี๋ยวเราเจอกันแน่ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้น
นี่หรือไม่ที่เป็นคำที่มีคนบอกว่า โหวตเลือกเพื่อให้เขาคืนอะไรกลับมาให้ คืนเป็นงบประมาณหรือไม่ เพราะมีการลือกันและพวกตนหูดีว่า มีการพูดถึงตัวเลขงบประมาณ 2 ร้อยล้านบาทคืนกลับให้สมาชิกบางท่าน บางกลุ่ม อย่าให้กลไกรัฐสภาและกลไก ประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไปกว่านี้
“วันนี้กลไกความเป็นพรรคการเมืองไม่เหลือแล้ว พรรคการเมืองอยู่ฝ่ายค้านยกมือให้นายกฯ บางคนบางกลุ่มพาคนไป 3 คน 5 คนไม่ต้องมีคำว่าพรรคก็ได้ตำแหน่ง ได้ผลตอบแทน ได้งบประมาณ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ระบบรัฐสภาของเราล้มเหลวในระยะยาว” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่สองที่ตนเป็นห่วงคือคือเรื่องหายนะทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่านโยบายที่ท่านจะดำเนินการนั้นมีกรอบระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น การที่ท่านบอกว่าท่านมี 4 เดือนแล้วตั้งเป้าหมายโฟกัสตัวเองอยู่ในกรอบระยะเวลาในการทำงานที่สั้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเห็นตัวอย่างได้ชัด ท่านไปปัดฝุ่นโครงการเก่า เช่นโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่ การดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจจะละเลยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาวไม่ได้
หากท่านละเลยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว มุ่งเป้าเพียงแค่ระยะสั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเป็นการหาเสียงล่วงหน้า หรือเป็นการตั้งเป้าเพื่อให้ได้คะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงกันแน่
ทั้งนี้ หากเราเบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาวผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจมันจะอยู่ในระดับที่ฝังรากลึก และอาจจะเกิดผลกระทบในเชิงลึกในระยะยาวได้ โดยเฉพาะการสอนงานของรัฐบาลชุดเก่าซึ่งประสบความสำเร็จในเรื่องการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ในเรื่องของภาษีต่างตอบแทนที่เราได้มา 19 เปอร์เซ็นต์
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้หากดำเนินการได้อย่างดีแก้ไขปัญหาเดินหน้าในการเจรจาได้อย่างครบถ้วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์มหาศาล เรื่องภาษีดังกล่าวนั้นหากเราพัฒนาได้อย่างตรงจุดเราจะกลับมาครองตลาดได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ในเรื่องของภาคการเกษตรตนก็มีความเป็นห่วงเนื่องจากนายกฯ ใช้คำหรูบอกว่าเราจะไม่ขาย ประเทศ เราจะดูแลเกษตรกร แต่วันนี้สิ่งที่ท่านกำลังจะทำเรากำลังจะปกป้องภาคการเกษตรโดยที่เราไม่ได้สนใจในเรื่องที่จะให้พี่น้องภาคการเกษตรได้เกิดการการปรับตัวเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เรากำลังปกป้องหรือกักขังพี่น้องเกษตรกรไว้ในกรงเดิมๆ กันแน่
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า วันที่มีการโปรดเกล้าฯ นายกฯ และครม.ชุดนี้ เกิดเหตุการณ์แผ่นดินทรุดแถวเขตดุสิต พรรค พท.ส่งความเห็นใจไปยังรัฐบาล เราทุกคนเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติภัยภัยธรรมชาติ หรือความโชคร้าย แต่สะท้อนถึงสัญญาณเตือนว่ามีความบกพร่อง ในระบบการกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และสะท้อนถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไร
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้แม้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะประกาศว่ารับผิดชอบทั้งหมดแต่เราต้องมาดูว่าความรับผิดชอบในเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้น ค่าเสียหายที่มากมายมหาศาลที่ตามมานั้น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งค่าถมดิน ค่าซ่อมอุโมงค์ ค่าคอนกรีต และการซ่อมสถานีตำรวจ ทรัพย์สินและโอกาสของพี่น้องประชาชนที่สูญเสียไป
ขอบคุณที่ นายกฯ ลงพื้นที่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ท่านไปก็เกิดคำถามว่า ท่านนายกฯ ไปในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือไปในฐานะของฟากฝั่งบริษัทรับเหมาก่อสร้างกันแน่ เพราะเรารู้กันอยู่ว่าบริเวณนั้นเป็นการร่วมทุนกันของบริษัทใดบ้าง
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า วันที่นายกฯ ไปวันแรก ท่านบอกว่ากระบวนการซ่อมแซมใช้เวลา 1 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดจากเรื่องของความผิดพลาดทางวิศวกรรม ทั้งที่กระบวนการในการไปตรวจสอบความเสียหาย และเอาความจริงจากกระบวนการที่เกิดขึ้นยังไม่สำเร็จ
วันนั้นทำให้เกิดความคลางแคลงใจจากสังคมว่านั่นเป็นการตีปลาหน้าไซหรือไม่ เพื่อให้ความรับผิดต่อเอกชนนั้นหายไป ตนไม่ได้กล่าวหาว่าเอกชนเกิดความเลินเล่อหรือเกิดความผิดพลาด แต่สิ่งที่จะต้องเกิดคือเราต้องลบภาพเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนให้ได้
“ท่านนายกฯ อาจจะเป็นกรรมของท่านที่ท่านเกิดมาอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาล และเป็นบริษัทที่รับเหมาก่อสร้างในเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่เหตุการณ์นี้ลองนึกสภาพว่าหากผลการสอบออกมาว่าเอกชนไม่มีความผิดใดๆ เลยไม่เกิดความประมาทเลินเล่อ เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติฝนตกน้ำท่วมผมถามว่า คำตอบเช่นนี้สังคมเชื่อหรือไม่ มันจะเกิดความคลาแคลง อย่างไม่มีที่สิ้นสุดและจะเป็นมหากาพย์เหมือนกับอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่จะไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น และจะกลับมาแว้งกัดตัวนายกฯ
ผมพูดด้วยความเป็นห่วง วิธีเดียวที่จะเกิดขึ้นและแก้ปัญหานี้ได้คือนายกฯ ท่านต้องสร้างกลไกและสร้างหน่วยงานตรวจสอบที่เป็นอิสระ และประชาชนเชื่อถือได้ อย่าปล่อยให้กรณีที่เกิดขึ้นมาเกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือของครอบครัว อย่าให้เกิดเหตุเช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมาท่านจะต้องไปติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและสร้างกลไกที่สังคมรับได้ เมื่อสังคมชอบรับได้จะเป็นทางเดียวที่ท่านจะออกจากความรับผิดจากในเรื่องของความคลาแคลงใจของสังคมต่อกรณีแผ่นดินทรุดได้” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายของรัฐบาล ตนมีความเป็นห่วง และดูแล้วตนขาดความเชื่อมั่นว่า นโยบายนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนในระยะกลาง และระยะยาวได้ โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้