สุชาติ เมิน ‘ไอซ์’ พาดพิง มั่นใจไร้แผล ชี้หากข้องใจให้ถามหน่วยงานตรวจสอบ ลั่น 4 เดือน ไม่ขอทะเลาะกับใคร ย้อน อย่าฉายหนังเก่า ย้ำ ฟ้องกลับเพื่อปกป้องสิทธิ์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณีน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายการลงทุนซื้อตึก SKYY9 ว่า แค่นิดเดียว แค่เฉี่ยว ซึ่งน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงานได้ชี้แจงไปหมดแล้ว เวทีนี้ถือเป็นเวทีที่แสดงผลงาน ก็ไม่เป็นไร

สิ่งที่ สส.ผู้ทรงเกียรติได้พูดทั้งหมด ก็อยู่ในกระบวนการทั้งหมดอยู่แล้ว ตนถึงได้บอกว่าเราพร้อมทุกอย่าง เรื่องนี้ผ่านมา 1-2 ปีแล้ว กระบวนการทุกอย่างมันสิ้นสุดไปหมดแล้วทุกเรื่อง สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดมันมีคำตอบอยู่ในตัวทั้งหมดแล้ว ดังนั้น ตนก็ไม่รู้จะพูดไปเพื่ออะไร พอพูดไปก็เป็นเรื่องหนังเก่ามาฉายใหม่

นายสุชาติ กล่าวว่า การที่เป็นผู้บริหารประเทศ เป็นนักการเมือง หรือรัฐมนตรี พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอยู่แล้ว และเราพร้อมให้ข้อมูลทุกอย่าง เพราะเราต้องการแสดงความบริสุทธิ์เหมือนกัน และเชื่อว่าเรื่องที่กล่าวหา ตนก็บอกไปแล้วว่าเรื่องอยู่ที่ไหนก็ทำหนังสือไปสอบถามได้เลย เราเชื่อมั่นว่าเราไม่มีข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งสิ้น

ถ้ามีข้อกล่าวหาเราจะผ่านกระบวนการตรวจสอบ 10 กว่าหน่วยงานได้อย่างไร ถ้ามีแผลหรือถูกกล่าวหาตนคงไม่มีทางได้เป็นรัฐมนตรี เพราะครั้งนี้การตรวจสอบเข้มข้นมาก

นายสุชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่าถ้าสงสัยอะไรให้ทำหนังสือไปถามหน่วยงานนั้นเลย เขาจะเป็นผู้ตอบเอง ถ้าตนตอบก็ไม่ดี ขอย้ำว่าเชื่อมั่นว่าบริสุทธิ์ทุกเรื่อง และเชื่อว่าการกล่าวหาทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องการเมือง กล่าวหาได้ พูดลอย ๆ ได้ แต่สุดท้ายถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างนั้นใครจะรับผิดชอบ

“ผมไม่อยากทะเลาะกับใครแล้ว มุ่งหน้าทำงานดีกว่า เพราะมีเวลาแค่ 4 เดือน ไม่อยากจะไปถกเถียงกับใคร เพราะถ้าผมไปต่อก็จะไม่จบ ฉะนั้น ปล่อยให้ รมว.แรงงาน พูดไปเลย ทำไปเลยให้เต็มที่ตามกฎหมายใด ถ้าสงสัยในหน่วยงานใดก็ทำหนังสือไปถามเลย เชื่อว่าจะให้คำตอบที่แท้จริง แต่ถ้าให้ผมไปถาม จะเป็นเรื่องตลก เพราะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าไม่ได้ทำอะไรผิด” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนการฟ้องร้องนั้น ไม่อยากจะไปอะไรกับใครแล้ว ตนเป็นผู้บริหารบ้านเมืองขนาดนี้แล้ว ไม่อยากไปฟ้องร้องอะไรกับใคร ที่ผ่านมาที่ตนได้ฟ้องร้องไป เพราะต้องการให้เขารู้ว่าสิทธิประโยชน์ของแต่ละคน

ถึงแม้เราเป็นคนสาธารณะก็จริง แต่เราต้องปกป้องสิทธิ์ เรามีครอบครัว มีญาติพี่น้อง ใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างสมความดีมาแล้ว จะมากระทบกับคำพูดไม่กี่คำของบางคน มันไม่ได้ จึงต้องปกป้องสิทธิ์ตัวเองเท่านั้นเอง ซึ่งผลลัพธ์ในการฟ้องร้องมันไม่ใช่ที่จะมาปิดปากกัน แต่เป็นเรื่องของการรักษาสิทธิ์ ทั้งนี้ การฟ้องร้องกันคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร อยู่ที่ประชาชนเขาคิดได้เอง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน