รมว.คลัง แจงสภา เปิดนโยบายรัฐ ลุย 5 เสาหลัก Quick Win กู้เศรษฐกิจติดหล่ม วางเป้าดึงจีดีพีไตรมาส 4 โตกว่า 0.3% ตั้ง AMC กดหนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 87%

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มในเวลา 09.00 น.

ต่อมาเวลา 12.45 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมวางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์เศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะวิกฤต โดยเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเหมือนกับรถยนต์ ที่กำลังวิ่งลงเหว หรือใกล้จะติดหล่ม หากไม่มีการดำเนินการใดๆ สถานการณ์อาจรุนแรงถึงขั้นดิ่งเหว

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สำหรับไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7 เปอร์เซ็นต์ และจะลดลงเหลือเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งบ่งชี้ว่าใกล้จะติดลบมาก

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ คือการทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาดการณ์ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ลดหนี้ครัวเรือนลงจาก 87.4 เปอร์เซ็นต์ ให้อยู่ต่ำกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจริงจาก BOI ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้ จะช่วยให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มได้ในระยะสั้น และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหา โดยใช้หลักคิด กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว โดยมีกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ รวมถึงดูแลผู้ประกอบการรายย่อย และปากท้องประชาชน

นโยบายนี้เรียกว่า Quick Win ซึ่งต้องทำ สั้น (Quick) ใหญ่ (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับประโยชน์ (Win) โดยการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

เสาหลักที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะเสนอครม. ให้ประชาชน ใช้จ่ายได้ 200 บาทต่อวัน ซึ่งจะใช้ทันเดือนต.ค.นี้แน่นอน โครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

นอกจากนี้ ในคำว่าพลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้ใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้กู้เพิ่ม

ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยวจะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

เสาหลักที่ 2 การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน การบริหารหนี้เสีย (NPL) จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟู ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPL ของประชาชนออกมาปรับโครงสร้าง

การปรับโครงสร้างหนี้ จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เช่น เหลือ 500 บาทเพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ

เสาหลักที่ 3 การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการพี่ช่วยน้อง โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้

นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ในด้านภาคการคลังนั้น จะเร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

เสาหลักที่ 4 การเพิ่มการออมภาคประชาชน หรือสลากออมทรัพย์ ต้องขอเรียนว่าคนละอันกับหวยเกษียณ นโยบายนี้เป็นส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลากกิน ทุกงวดที่ออกมาจะมีบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯ

ขณะเดียวกัน จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป ปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4 เปอร์เซ็นต์

เสาหลักที่ 5 การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เนื่องจากเครื่องยนต์ประเทศยังเป็นเครื่องจักรเก่า จึงต้องเพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งเกษตรชีวภาพ Smart Farming ดิจิทัล AI Data Center รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ จะปลดล็อก BOI ด้วย Fast Pass เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท จะมีการใช้ระบบ Fast Pass เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนด้านการค้าและพลังงาน รัฐมนตรีพาณิชย์จะดำเนินการเรื่องการขยายตลาดส่งออกใหม่และการป้องกันการทุ่มตลาด ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานจะเดินหน้าเรื่องพลังงานสะอาด

ทั้ง 5 เสาหลักนี้จะอยู่ไม่ได้ หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง ซึ่งเราจะเน้นหลักการสำคัญ คือ วินัย ซึ่งจะจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพ.ย. โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน