สว.สำรองยื่นร้อง อัยการสูงสุด ส่งศาล รธน.ตีความยุบพรรค ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ล้มล้างการปกครองเหตุทำ MOA สนับสนุนอนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน

เทื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนเเจ้งวัฒนะ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง (สว.สำรอง) ได้มายื่นเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบการกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลที่อาจเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครอง โดยร้องเรียนเอาผิด 2 บุคคล 2 พรรค ได้แก่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย เเละพรรคประชาชน

นายอัครวัฒน์ เปิดเผยว่า เนื่องจากทั้งสองพรรคทำ MOA ที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงมองว่า MOA ดังกล่าว มีลักษณะแทรกแซงก้าวก่ายพรรคการเมืองระหว่างกัน หรือ “สัญญาทาส”

อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไม่พัฒนา เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยและฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยไม่มั่นใจแก่ประชาชนว่า ฝ่ายค้านจะสามารถถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลได้ รวมทั้ง MOA ดังกล่าว มีลักษณะเหมือนเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

จึงมองว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีการกระทำที่เข้าข่าย ล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ จึงตัดสินใจรวบรวมหลักฐานมายื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ตามขั้นตอนในมาตรา 49 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอัยการสูงสุดจะต้องพิจารณารับหรือไม่รับเรื่องภายใน 15 วัน

ถ้าอัยการสูงสุดไม่พิจารณารับเรื่องหรือปล่อยให้เกิน 15 วัน กลุ่ม สว.สำรอง ก็เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ตามมาตรา 49 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ โดยผลของการกระทำดังกล่าว ถึงขั้นทำให้ทั้ง 2 พรรค ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า โดยหลักประชาธิปไตยแล้ว พรรคการเมืองกลุ่มใด สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ จะต้องจัดตั้งรัฐบาล แต่สภาวะการเมืองไทยตอนนี้ กลายเป็นว่าฝ่ายค้านมีเสียงข้างมากจากการทำ MOA ซึ่งตนและประชาชนคนไทยอีกหลายคนเห็นตรงกันว่า เป็นเพียงแค่การเอื้อผลประโยชน์ให้แก่คนบางกลุ่มและเอาเปรียบพรรคอื่น

การกำหนดเงื่อนไขให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและยุบสภาภายใน 4 เดือน ทั้งที่สภาผู้แทนราษฎรยังมีวาระอีกตั้งปีกว่า ถือเป็นการทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ระบอบประชาธิปไตยและสิ้นเปลืองงบประมาณในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ พรรคประชาชน เหมือนเป็นเพียงแค่ฝ่ายค้านค้ำรัฐบาล เล่นละครตรวจสอบแบบลิเกไปวัน ๆ ซึ่งบทบาทของพรรคประชาชนตอนนี้นั้น สร้างความผิดหวังให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมากที่เคยให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ยันพรรคก้าวไกล เพราะที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบสมกับบทบาท จนประชาชนไว้วางใจ ลงคะแนนเลือกเป็นพรรคอันดับหนึ่ง เมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2566

แต่พักหลังมานี้ กลับไม่ออก Action อะไรเลย ทั้งเรื่องคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง จึงขอให้ประชาชนดูกันต่อไปว่า ทั้ง 2 พรรคที่ทำ MOA กัน จะมีผลประโยชน์อะไรต่างตอบแทนกันหรือไม่

นายอัครวัฒน์ ยืนยันว่า แม้ตัวเองจะเป็นแค่ สว.สำรอง แต่ถือว่ามีหน้าที่สำคัญต้องตรวจสอบทุกการกระทำของพรรคการเมืองทุกฝ่าย ยืนยันว่าตนทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง อิสระ ไม่ฝักใฝ่หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามีพรรคหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและขาดความซื่อสัตย์สุจริต ก็ต้องยื่นเรื่องเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด

ตนอยากเห็นนักการเมืองซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน และเป็นนักการเมืองที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน ไม่ใช่แสวงหาผลประโยชน์เห็นแก่อำนาจ ซึ่งพวกตนก็คงยอมไม่ให้ใครมาปล้นระบอบประชาธิปไตยและทำลายกฎหมายได้

สำหรับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 49 บัญญัติไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน