พิพัฒน์ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบ เริ่มงานรองนายกฯ เตรียมถกนายกฯ-อัยการสูงสุด หาข้อสรุปปมแก้สัญญาไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน ยัน ยึดตามสัญญาเดิมไปก่อน หวั่นรัฐเสียหาย
เมื่อเวลา 08.08 น. วันที่ 2 ต.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เดินทางเข้าสักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ก่อนเริ่มทำงานในฐานะรองนายกฯ
นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดี และพร้อมเข้ามาทำงานในวันนี้ ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายงานหลายส่วน ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมถึงหน่วยงานอีอีซี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และเรื่องของไซเบอร์ ซึ่งวันนี้จะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อมอบหมายงานให้กับคณะทำงานเริ่มตั้งแต่วันนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงนายพิพัฒน์ เป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด เตรียมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ และพรรคภูมิใจไทย ได้เซ็น MOA กับพรรคประชาชน ว่าจะไม่สร้างหรือดึงคนเข้ามาเพื่อเป็นโหวตเตอร์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
แต่ยอมรับว่า เป็นการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งไม่ใช่การเตรียมแค่ 2-3 เดือน แต่เราต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นปี ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำมาอยู่แล้ว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เตรียมหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เบื้องต้นกับการตัดสินใจเกี่ยวกับสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ผู้รับสัมปทาน หลังจากโครงการดังกล่าวล่าช้ามาหลายปี และส่งต่อการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ด้วย
ขณะเดียวกันยังเตรียมหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้ได้ความชัดเจนว่าในการแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐบาลไม่อยากให้การทำโครงการไปแล้วเกิดปัญหาตามมา และตนก็คงจะตัดสินใจด้วยตัวเองเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ จึงขอหารือในเรื่องของกฎหมายให้ชัดเจนก่อน
“สิ่งที่มีการทำสัญญาไว้ตั้งแต่แรกคือต้องยึดถือในสัญญานั้น แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนสัญญา ก็คงตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะต้องหารือในเรื่องของข้อกฎหมายกับทางอัยการสูงสุดว่า สิ่งต่างๆ มีอะไรที่สามารถจะแก้ไขได้หรืออะไรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งตัวเองนั้นก็ไม่เห็นด้วย หากทำไปแล้วทำให้รัฐเกิดความเสียหาย” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในการหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ คงต้องเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด โดยวันนี้จะคุยกับผู้บริหารของ สกพอ. เพื่อรับทราบรายละเอียดความคืบหน้าการดำเนินโครงการทั้งหมดของโครงการ EEC ว่าเป็นอย่างไร และคงได้สอบถามถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วย
“อยากจะเร่งให้โครงการนี้สำเร็จรุดหน้าไปด้วยดี แต่ถ้าเกิดปัญหา ก็ต้องหารือกันว่าจะหาวิธีแก้ไขอย่างไรในสิ่งที่สูญเสียไปในส่วนนั้น เช่น การขนส่งตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิจนไปถึงดอนเมืองว่าจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร จะเอาส่วนไหนเข้ามาชดเชยได้ นี่คือสิ่งที่เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ แต่ยังไงก็แล้วแต่ต้องหารือกับทางผู้ประกอบการภาคเอกชนและทุกฝ่ายก่อน” นายพิพัฒน์ กล่าว
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะนัดประชุมบอร์ด EEC เพื่อเร่งแก้ปัญหาเลยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า จะขอหารือกับทางเลขาธิการ EEC และผู้บริหาร EEC ก่อนว่ามีอะไรที่ค้างอยู่ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้ ที่มีความจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการออกมาให้ได้
เมื่อถามถึงการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่นายกฯ บอกว่าจะนัดประชุมในเดือนต.ค.นี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีหลายโครงการที่เป็นโครงการเร่งด่วน ต้องเสนอเข้ามาให้ที่ประชุมพิจารณา เช่น การเร่งรัดโครงการก่อสร้างบริเวณถนนพระรามที่ 2 รวมทั้งโครงการมอเตอร์เวย์นครราชสีมา โดยจะหารือกับปลัดกระทรวงคมนาคมว่าส่วนไหนที่เปิดใช้ทันปีใหม่ได้ต้องรีบเปิด แต่ถ้าส่วนไหนที่เปิดไม่ทันก็พยายามจะเร่งและเปิดให้ทันก่อนสงกรานต์ปีหน้า
“เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์จะมีคนไทยเดินทางกลับภูมิลำเนา และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาเที่ยวในช่วงนี้ ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยค่อนข้างมาก สิ่งต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกได้หรือเปิดผิวจราจรให้ได้มากสุด กระทรวงคมนาคมก็กำลังเร่งรีบ” นายพิพัฒน์ กล่าว