“ลิณธิภรณ์” ฝาก รมว.ศธ. สานต่อ ‘อาชีวะสร้างชาติ’ แก้วิกฤต Gen Z ไม่เรียนต่อกระทบตลาดแรงงานประเทศ มุ่งเพิ่มโอกาสการการเรียนรู้ตลอดชีวิต-สร้างรายได้จริง

วันที่ 4 ต.ค. 2568 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรมช.ศึกษาธิการ และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมรายไตรมาส 2/2568 พบว่า Gen Z บางส่วนเลือกจะไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา เนื่องจากมีความกังวลต่อระบบการศึกษาในหลายด้านมากขึ้น

จากผลสำรวจ Deloitte ปี 2568 พบว่า Gen Z ในไทยกว่า 16% ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากส่วนใหญ่รู้สึกกังวลต่อคุณภาพการศึกษาสูงถึง 48%

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ในฐานะอดีต รมช.ศึกษาธิการ ตระหนักและห่วงใยในอนาคตของน้องๆ เด็กและเยาวชนไทยทุกคน และเห็นว่าการให้โอกาสเด็กไทยในสายอาชีพมากขึ้นจะเป็นทางรอดในการชดเชยตลาดแรงงานที่ขาดหายไปของประเทศได้

จึงขอเรียกร้องไปถึง รมว.ศึกษาธิการ ที่เข้าสู่ตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้วางเป้าหมายบนอนาคตของเยาวชนและผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่ใช้การเมืองเป็นตัวตั้ง และสิ่งสำคัญคือการสานต่อโครงการที่ได้เริ่มต้นไว้แล้ว ซึ่งพิสูจน์ผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 โครงการหลักที่ถือเป็นรากฐานในการพัฒนาการศึกษาไทย

1.การศึกษาอาชีวะสร้างชาติ – “เรียนแล้วได้งานจริง” หนึ่งในนโยบายที่ตอบโจทย์และถูกจับตามากที่สุดในสมัยที่ ดร.ลิณธิภรณ์ กำกับดูแล คือ การยกระดับการศึกษาอาชีวะสร้างชาติ ดังโครงการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา “VOC-UP” (Vocational Education Up Skill) ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สอศ. BOI และภาคเอกชนหลายราย ขับเคลื่อนระบบการผลิตบุคลากรอาชีวะให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ซึ่งข้อมูลของ BOI ชี้ว่าประเทศไทยมีความต้องการแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ประมาณ 1 ล้านตำแหน่งในช่วงปี 2568-2572 ดังนั้น การจัดการศึกษาที่เรียนแล้วได้งานจริง เป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

2.หลักสูตรเรียนรู้ตลอดชีวิต – 14 หลักสูตรสู่มาตรฐานอาชีพ อีกหนึ่งโครงการที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือการผลักดันหลักสูตรเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ได้รับมาตรฐาน 14 หลักสูตร ซึ่งควรขยายจำนวนหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเพิ่ม เพื่อให้ครอบคลุมทักษะของคนไทยทั้งประเทศ

ยกตัวอย่างหลักสูตร Caregiver รองรับความต้องการแรงงานในสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเข้าสู่การจ้างงานจริง มีรายได้มั่นคงและที่สำคัญยังสามารถใช้ชั่วโมงเรียน ไปต่อยอดสู่คุณวุฒิวิชาชีพระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการในสมัย รมช.ลิณธิภรณ์ ยังได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวว่า “1 จังหวัด 1 หลักสูตร” หรือ 77 หลักสูตรทั่วประเทศภายในปี 2569 ถือเป็นการสร้างระบบ “learn to earn” เรียนแล้วมีรายได้จริง

3.Read for the Future – ห้องสมุดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทุกวัย ห้องสมุดทั่วประเทศควรเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และส่งเสริมการมีระบบ e-book และหนังสือขายดี เช่น โครงการ “Read for the Future” ที่แสวงหาความร่วมมือกับเครือข่ายภาคเอกชน โดยปรับบทบาทศูนย์การเรียนรู้ของ สกร. ให้กลายเป็นพื้นที่อ่านหนังสือและการเรียนรู้สำหรับทุกวัยให้สามารถเข้าถึงหนังสือคุณภาพ

โดยความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเสริมกล้า และสำนักพิมพ์ในเครือมติชน จัดสรรงบประมาณนำร่อง 1 ล้านบาทเพื่อจัดหาหนังสือใหม่เข้าสู่ห้องสมุด 20 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนจากภาคเอกชนเพิ่มอีกกว่า 5 ล้านบาท เพื่อขยายผลสู่ห้องสมุด สกร. ทั่วประเทศ

“การศึกษาไม่ควรเป็นเพียงการเรียนในห้อง แต่ต้องเป็นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงควรต่อยอดและยกระดับสิ่งเหล่านี้ที่ดิฉันได้ปูพื้นไว้ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อปรับต่อสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ Gen Z และยกระดับการศึกษาของไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน