โรม ซัดอีกฝ่าย ไม่เอาอะไรแล้ว โบ้ย ปชน.เป็นฝ่ายค้ำ ถามผิดอะไรต้องการผ่าน กม. ที่เป็นประโยชน์ ชี้ต้องมองข้อเท็จจริง ถ้าไม่โหวต ‘อนุทิน’ จะได้นายกฯคนนอกแน่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ต.ค.2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลที่ซัพพอร์ตหรือสนับสนุนกัน และอาจเกี่ยวโยงถึงคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 ว่า เวลาเราพูดว่าซัพพอร์ตหรือสนับสนุน ต้องถามว่าคืออะไร
สำหรับพรรคประชาชน เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน และกฎหมายหลายฉบับในปัจจุบัน พรรคประชาชนเสนอร่างของตัวเอง หรือ มีส่วนเสนอร่างที่ได้รับการพิจารณา จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เป็นองค์ประชุมในสภาผู้แทนราษฎร เพราะมันคือกฎหมายของเรา มันคือกฎหมายที่เราร่วมพิจารณา
หลายครั้ง ถ้าไปดูตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เรายอมเป็นองค์ประชุม แม้กระทั่งพูดกับรัฐบาลที่แล้วว่าเดี๋ยวช่วยเติมเสียงให้ เพราะบางครั้งกฎหมายเหล่านั้นเป็นกฎหมายสำคัญ เป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด ดังนั้น เวลาที่มาอยู่ในเฟสนี้แล้ว งานสภาฯต้องเดิน มีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ เช่น ร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาด ดังนั้น ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทำอยู่แล้ว
เนื่องจากเราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถึงแม้รัฐบาลที่ขึ้นมา จะเป็นคนละรัฐบาลกับรัฐบาลที่แล้ว แต่เราก็เรียกร้องในฐานะที่ฝ่ายค้านว่าในฐานะรัฐบาล คุณต้องเป็นองค์ประชุมด้วย ไม่ใช่บอกว่าเป็นกฎหมายที่พรรคฝ่ายค้านได้ประโยชน์มากกว่า แล้วคุณจะอยู่เฉย เราก็ไม่ยอม เราจึงพยายามใช้กลไกวิปประสานงาน
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คำถามคือพรรคผิดอะไรในการสนับสนุนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อปอดของคนกรุงเทพ เราผิดอะไรที่อยากเห็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้รับการบังคับใช้แล้วนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน ผมคิดว่าเราต้องมองเรื่องข้อเท็จจริงตรงนี้
อันที่สอง คือ สิ่งที่เราเคยโหวตให้พรรคภูมิใจไทย หลักคือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าสมมติว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้รับเลือก นายชัยเกษม นิติสิริ ไม่ได้รับเลือก มันจะต้องเลือกคนอื่นที่อยู่ในถังที่จะต้องเลือกได้ ซึ่งประกอบไปด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สุดท้ายต้องเลือก ถ้าเลือกไม่ได้อีก ก็ต้องไปว่ากันด้วยคนนอก
นายรังสิมันต์ ระบุอย่างมีอารมณ์ว่า สุดท้ายเราทำในสิ่งที่เราต้องทำ เราไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น พรรคไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น แต่มันเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจคนเดียวได้หรือ
“ดังนั้น ผมคิดว่าเวลาที่จะใช้วาทกรรมฝ่ายค้ำหรืออะไร มันเป็นการใช้วาทกรรมที่ผิดและไม่ถูกต้องกับสถานการณ์ ฝ่ายที่พยายามโจมตีว่าเราเป็นฝ่ายค้ำ ท่านต้องมองตัวเองว่าท่านอาจจะเป็นฝ่ายที่ไม่เอาอะไรแล้ว ไม่รู้ว่าตกลงชีวิตนี้จะมีจุดมุ่งหมายอย่างไรต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว
ขณะที่พรรคประชาชน เรามีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือจะใช้โอกาสเหล่านี้ทำงานสภาฯอย่างดีที่สุด และงานตรวจสอบอย่างดีที่สุด ต้องเข้าใจวันนี้การเมืองมันไม่เหมือนกับการเมืองในอดีต มันเป็นการเมืองรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ ที่ฝ่ายค้านมีมากขนาดนี้ เรายืนยันกับประชาชนว่าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน และเราจะเป็นฝ่ายค้านจริงๆ เพื่อทำให้การตรวจสอบได้ผล
นายรังสิมันต์ ย้ำว่า เราจะใช้โอกาสที่เรามีมากขนาดนี้ เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังจะพิจารณา อย่างที่เห็นว่าเริ่มมีสัญญาณมากขึ้น ตนยืนยันว่าการทำงานของพวกเราตรงไปตรงมา