ป.ป.ช. ภาค 7 ชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่ อบต.หัวโพธิ์ สุพรรณบุรี พร้อมบริษัทเอกชน ทุจริตจัดซื้อรถบรรทุกน้ำ เอื้อเอกชนรายเดียว

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 7 แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 1 เรื่อง คือ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหา นางวัชรีณ์ นิมอนงค์ ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(นายก อบต.) หัวโพธิ์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี กับพวกรวม 15 คน กรณีกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์รถบรรทุก (ดีเซล) รถยนต์บรรทุกน้ำแบบเอนกประสงค์ อันเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่น

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวน ปรากฏว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะคณะกรรมการกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์ในการจัดชื้อรถบรรทุก (ดีเซล) รถยนต์บรรทุกน้ำแบบเอนกประสงค์ ติดตั้งเครนไฮตรอลิค พร้อมกระเช้า (เครนสลิง) ขนาดความจุไม่น้อยกว่า 7,000 ลิตร ของ อบต.หัวโพธิ์ ได้ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 ถึง 15 ซึ่งเป็นเอกชน

ในกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์ รถบรรทุก (ดีเซล) รถยนต์บรรทุกน้ำแบบเอนกประสงค์ ในหัวข้อสัญญาณไฟฉุกเฉิน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากยุโรป อเมริกา หรือเอเชีย โดยได้รับมาตรฐาน ECE R65 หรือ SAE สำหรับยานพาหนะโดยเฉพาะ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผลิตจากโรงงานที่ได้รับรองมาตรธาน 150 9001 : 2008 และ 150 50001 : 2011 นั้น

เป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่น เพราะมีบริษัท พูลทวีทรัพย์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เพียงรายเดียวในประเทศไทยที่มีคุณลักษณะเฉพาะตามที่กำหนดดังกล่าว เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

ต่อมา ในขั้นตอนการยื่นประกวดราคา พบว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 ถึง 15 ซึ่งเป็นเอกชน มีพฤติการณ์ตกลงรวมกันในการเสนอราคา เพื่อให้บริษัทรายเดียวเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือโดยการกีดกัน มิให้มีการเสนอสินค่าหรือบริการอื่นต่อหนวยงานของรัฐ หรือโดยการเอาเปรียบแกทนวยงานของรัฐอันมโซเปนไปในทางการประกอบธรกิจปกติ เพราะผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 ถึง 15 ล้วนแต่เป็นนอมินี ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 7

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดดังนี้

1.การกระทำของ นายพาณิชย์ มะอินทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นางสาวขนัฏดา ศรีแก้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 พันจ่าอากาศเอก ชยุต ธุวัชชัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และสิบเอกเอกชัย หงษ์ทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และ 12 และตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1

ปัจจุบันเป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดสุพรรณบุรี เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2558 ข้อ 7 วรรคสาม และข้อ 10 วรรรคสอง

2.การกระทำของบริษัท พูลทวีทรัพย์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายสมเดช สุริยะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายพิรุณฤทธิ์ สุวรรณเดชพิมก หรืออนุสรณ์ สุวรรณะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 บริษัท ยิ่งเจริญ มอเตอร์ แอนด์ อีควิปเม้นท์ จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 น.ส.สิริวรรณ ถวิลวงค์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 บริษัท จตุคามวิศวกรรม จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12

นายธวัชชัย ศิริพลารักษ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 บริษัท ทวีโชคทรัค แอนด์ อิควิปเม้นท์ จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 และบริษัท นิวสตาร์ แมชชินเนอรี่ จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 11 และ 12

ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันแลงกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

3.นางวัชรีณ์ นิ่มอนงค์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้มีพฤติการณ์รู้เห็นการกำหนดคุณลักษณะครุภัณฑ์รถบรรรทุก (ดีเชล) รถยนต์บรรทุกน้ำแบบเอนกประสงค์ฯ อันเป็นการกีดกันผู้เสนอราคารายอื่นตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาจึงไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

4.น.ส.ปิยวรรณ์ พรอนันท์วงษ์ หรือชติมา ใจชื่อ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ได้ถึงแก่ความตายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)

โดยให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลกับผู้ถูกกล่าวหาที่มีมูลความผิด รวมทั้งส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน