รมต.สันติ เร่งแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ชี้เป็นภัยเงียบ ยันต้องใช้ยาแรง จ่อเสนอแก้กม.ปปง. ดัน บุหรี่ไฟฟ้า เป็นมูลฐานความผิดฐานฟอกเงิน
เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลการประชุมหารือมาตรการ“สังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้า”ว่า ทุกวันนี้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนัก ในโรงเรียนในสถานศึกษา ซึ่งเป็นภัยที่ร้ายแรงต่อสมองของเยาวชน หากไม่มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ในอนาคตก็จะลำบาก เพราะเป็นภัยเงียบในสังคมในเยาวชนมาระยะหนึ่งแล้ว
เรื่องนี้จึงเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาภายในสังคม ตนจึงได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้จัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
นายสันติกล่าวว่า จากการประชุม เราได้สรุปประเด็นการแก้ไขปัญหาอยู่หลายประการ เพื่อตัดวงจรและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ให้มีประสิทธิภาพ โดยเราต้องให้ความรู้แก่เยาวชน ผู้ปกครอง และสังคม จะมีการประชาสัมพันธ์สื่อสารทุกช่องทาง ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์ โดยภาคประชาสังคมก็จะเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเรื่องนี้
ส่วนการปราบปราม ยังต้องทำต่อไป โดยหน่วยงานต่างๆ ก็ช่วยกันบูรณาการปราบปราม ที่ผ่านมาทำได้เป็นอย่างดี สามารถปราบปรามและยึดสินค้าที่ผิดกฎหมายมาได้เป็นจำนวนมาก และนำไปสู่การฟ้องผู้กระทำความผิดเหล่านี้ได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ มีเครือข่ายกว้างขวาง สินค้าบุหรี่ไฟฟ้าเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยมาก ตนเห็นว่าการแก้ไขปัญหาในอนาคต จำเป็นต้องใช้ยาแรง ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า เราจะเสนอให้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นมูลฐานความผิดฐานฟอกเงิน เพื่อเจ้าหน้าที่จะดำเนินการได้อย่างเด็ดขาด
เนื่องจากทุกวันนี้ยังต้องอาศัยกฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร ว่ามีผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้าม เพื่อเป็นมูลฐานความผิด แต่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ซึ่งอาจจะยุ่งยาก และมีข้อจำกัดในหลายประการ ดังนั้น หากเราเสนอให้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นมูลฐานความผิดฐานฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ โดยจะนำเสนอต่อกรรมาธิการเพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป
นายสันติกล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้า นอกจากทำลายสมองเด็ก ก่อปัญหาให้กับเยาวชนต่างๆ ยังเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่ากรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ ฉะนั้น แต่ละหน่วยงานต้องกลับไปดู ว่ากฎหมายและระเบียบที่มีอยู่นั้นทันสมัย พอที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ หากยังไม่ทันสมัย หรือยังไม่มีประสิทธิภาพ แต่ละหน่วยงานต้องพิจารณาปรับปรุง และนำมาเสนอให้ที่ประชุมอีกครั้ง