“อนุทิน” ถึงปัตตานี ถก หน่วยงานความมั่นคง รับฟังแผนปฏิบัติการปี69 สั่ง 3 ข้อ “ยกระดับการข่าว-ใช้กฎหมายเท่าเทียม-ผนึกกำลังจนท.” จับมือทำงาน กำชับ ทหาร-ตร. สแกนเข้ม อุดช่องก่อเหตุ
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 11 ต.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงกองบิน 56 คลองหอยโข่ง จ.สงขลา มี นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย , นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย , นายซาการียา ซาอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ,นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้อนรับ จากนั้นคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปยังสนามจอดฮ.ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ท่ามกลางสายฝนระหว่างเดินทาง
ต่อมาเวลา11.50น.ที่กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ (จชต.)และรับฟังแผนปฏิบัติการปี 2569 รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีสำคัญ และแผนปฏิบัติการของตำรวจ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. พล.ท.นราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่4 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วม
นายอนุทิน กล่าวมอบนโยบายในที่ประชุม ว่า ตนและคณะ มาตรวจเยี่ยมหน่วยงานในพื้นที่จชต.ด้วยความห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพราะสถานการณ์ยังมีความอ่อนไหวและมีความท้าทาย
จึงขอให้แม่ทัพภาค 4 นำความผาสุกมาสู่สังคมและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะที่ผ่านมา ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง
“รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับอธิปไตยของชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุกคน ผมมีความผูกพันกับทุกคนในพื้นที่ตั้งแต่เป็น รมว.สาธารณสุข และ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลก่อน ทั้งความสัมพันธ์จากหน้าที่ ความจริงใจ มิตรภาพที่ดี เป็นพี่น้องที่ทำงานอย่างไว้เนื้อเชื่อใจและอบอุ่น กองทัพ ตำรวจ ปกครองและฝ่ายสนับสนุน จะมีความสัมพันธ์แนบแน่นในรัฐบาลของผม และในการฝึกกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ทำให้พวกเขามีศักยภาพในการดูแลประชาชน และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของทหาร ซึ่งผมมอบนโยบายให้อส. เป็นกำลังหลักในการสนับสนุนบทบาทของทหารในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลชีวิตพี่น้องประชาชน ไม่ให้พี่น้องทหารต้องกังวลและห่วงในความปลอดภัยของญาติพี่น้องและประชาชน นับจากนี้ยังคงขับเคลื่อนนโยบายนี้ต่อไปต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และรักษาอธิปไตยของชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด เราจะแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่น ให้เกิดผลอย่างเป็นเอกภาพและประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ”
จากนั้น นายอนุทิน รับฟังรายงานสรุปแผนขับเคลื่อนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยน้อมนำหลักการตามพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นยุทธศาสตร์หลักในการแก้ไขปัญหา รวม 8 ด้าน ครอบคลุมด้านความมั่นคงและสังคม ใช้การเมืองนำการทหาร รวมทั้งการเสริมกำลังทหารด้วยกำลังพล
อส.กองร้อย อส. และ อส.ชคต. เน้นปฏิบัติการเชิงรุก เสริมสร้างความเข้าใจ การพบปะประชาสัมพันธ์สร้างสันติสุข การคุ้มครองดูแลครู และนักเรียน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดนายอำเภอในพื้นที่ ในฐานะ ผอ.ศปก.ประจำอำเภอ รวมถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ และมีข้อสั่งการเพื่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 3 ข้อ ได้แก่ 1. ยกระดับงานด้านการข่าวเชิงรุก ด้วยการทำงานให้เร็วกว่าผู้ก่อเหตุหนึ่งก้าวเสมอเป็นอย่างน้อย มีการบูรณาการงานข่าวของทุกหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และหยุดยั้งแผนการต่างๆให้ได้ก่อนที่เหตุจะเกิด 2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต้องได้รับการคุ้มครอง ส่วนผู้กระทำผิดและใช้ความรุนแรงจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด โดยภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน และ 3. ผนึกกำลังทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ โดยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ต้องทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งการตั้งจุดตรวจ การลาดตระเวน และการดูแลชุมชน ต้องประสานสอดคล้องกัน เพื่อปิดช่องว่างการทำผิดกฎหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นายกฯ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตยของชาติ จึงให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ให้ความสำคัญกับภารกิจการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับต้น เพราะห้วงที่ผ่านมามีความถี่ของเหตุการณ์และการเกิดเหตุขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่องทางข้ามแดน ที่เป็นปัจจัยเอื้อในการที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ยึดมั่นว่าความมั่นคงที่แท้จริง คือ การที่ประชาชน สามารถใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องหวาดระแวง และรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ คือที่พึ่งได้อย่างแท้จริง สำหรับฝ่ายปกครอง ต้องเป็นที่พึ่งทางจิตใจและความปลอดภัย ส่วนกองทัพรักษาพื้นที่ชายแดน อธิปไตยของชาติ
จากนั้น นายกฯ และคณะ เดินทางไปเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ ร.พ.สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา