จุรินทร์ ยก 4 ข้อย้ำชัดลงมติยึดห้ามแตะหมวด 1-2 ‘ทวี’หนุนทั้ง 3 ฉบับ มองรัฐบาลนี้บุญหล่นทับ สนิทสว. ลั่นร่าง รธน.เสร็จควรยุบสภาทันที เพื่อใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่โหยหา
วันที่ 14 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่..พ.ศ… 3 ฉบับ ของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 156 เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เวลา 11.20 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 60 บังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย.60 จนถึงปัจจุบันกินระยะเวลา 8 ปีเศษ ได้มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ทั้งแก้รายมาตราและแก้ทั้งฉบับ
วันนี้เป็นอีกครั้งที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าที่ประชุมรัฐสภา เหตุผลเพื่อตอบสนอง MOA อันเป็นข้อตกลงของ 2 พรรคที่ไปตกลงกัน แม้ประชาชนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญกว่าการแก้รัฐธรรมนูญในปัจจุบัน
แต่เมื่อประธานรัฐสภาและพรรคได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา และบรรจุวาระแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาจะต้องพิจารณาในเรื่องดังกล่าว เพื่อแก้มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เปิดทางให้มี ส.ส.ร.เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายจุรินทร์ อภิปรายว่า วันนี้รัฐสภามีหน้าที่พิจารณา 3 ร่าง ซึ่งเป็นร่างของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยบวกกับพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน ขอย้ำจุดยืนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 เมื่อมาพิจารณา 3 ร่างที่สภาฯ กำลังพิจารณาจะเห็นว่าทุกร่างมีหลักการใกล้เคียงกัน แตกต่างกันในรายละเอียดไม่มาก
หลักใหญ่คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 156 กับมาตรา 256 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มากขึ้นและเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มี ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แตกต่างมี 2 ข้อคือส.ส.ร.แต่ละร่างมีจำนวนและที่มา แตกต่างกัน และในเรื่องของหมวด 1 หมวด 2 ที่มีทั้งร่างที่ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 และร่างที่ไม่ได้มีข้อห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ไว้
ขอยืนยันจุดที่เคยยึดมั่นมาตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น 4 ข้อดังนี้ คือ1.พร้อมสนับสนุนร่างแก้รัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มีส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวดหนึ่งและหมวดสอง
2.หากจะต้องลงมติว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการพิจารณาวาระ 2 ตนขอลงมติโดยใช้เงื่อนไขเดิม คือใช้ร่างที่ไม่แตะหมวดหนึ่ง หมวดสองเป็นหลัก เพราะเป็นห่วงว่าหากไม่ใช่ร่างที่ห้ามแตะหมวดหนึ่ง หมวดสอง อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต
3.การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มา ส.ส.ร.เพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นหมันต่อไปในอนาคต และ 4.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส.ส.ร.ถ้ามี จะต้องยกร่างโพยมีเจตจำนงในการส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันมาตรา 160 (4) และ (5)
ต่อมาเวลา 12.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า สนับสนุนทั้ง 3 ร่างเพื่อเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันหลักพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
รัฐสภามีอำนาจริเริ่มเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทยที่จะมีประชาธิปไตยโดยตรง ทำประชามติสอบถามเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง ซึ่งปกติจะต้องเป็นคำถามที่ไม่ซับซ้อนหรือเป็นประเด็นคำถามที่ไม่ควรให้เกิดความสับสน ซึ่งกังวลว่าจะมีการใช้คำถามทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เรามีนายกฯ มาแล้ว 3 คน 2 คนแรกถูก สว.ยื่นร้องสอบคุณสมบัติต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก และปรากฏการณ์ MOA เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบพิลึก โดยฝ่ายค้านเสียงข้างมากมีเจตนาขอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันบุญหล่นทับได้เป็นนายกฯ
รัฐบาลนี้จึงเป็นรัฐบาลภายใต้อาณัติมอบหมาย เนื่องจากมีคนเข้าใจว่ารัฐบาลนี้สนิทกับ สว.จำนวน 138 คน ซึ่งการสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 66 คน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า 8 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีโครงสร้างมากเกินไป โดยเฉพาะรัฐอิสระที่เรียกว่า วุฒิสภา องค์กรอิสระ และตุลาการที่สูงเกินไปจนสามารถชี้ชะตากรรมของพรรคที่ประชาชนเลือกมา ส่วนที่น้อยเกินไปคือ อำนาจของประชาชนและอำนาจของพรรคการเมือง รัฐบาลเสียงข้างมากถูกจำกัดไม่สามารถที่จะผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนได้
ส่วนที่ไม่มีเลยคือ กลไกการตรวจสอบกองทัพ องค์กรอิสระ หรือการปฏิรูปศาล ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การทำให้ประเทศอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่สมดุลระหว่างอำนาจของประชาชนกับอำนาจชนชั้นนำ ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการเมืองการปกครองเป็นเรื่องของชนชั้นนำและองค์กรอิสระไม่ใช่เรื่องของประชาชน
วันเลือกตั้งเสียงของประชาชนกลับไม่มีความหมาย เกิดความเหลื่อมล้ำคุณภาพชีวิต สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งเกิดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ระหว่างเมืองกับชนบท ดังนั้น เราต้องคืนความสมดุลให้กับประชาชน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงเหตุผลที่คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ผ่านมา เพราะห่วงว่าจะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งเรื่องศาสนา การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบเศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า อดีตเป็นบทเรียน แต่ปัจจุบันและอนาคตเป็นความรับผิดชอบของเรา เราเดินทางมาถึงการทำประชามติที่จะสอบถามประชาชน ซึ่งจะต้องพิจารณาทั้ง 3 ร่างเพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และทำให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้รู้วิธีการและเนื้อหา
สำคัญที่สุด กมธ.ที่ตั้งควรใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน ซึ่งสามารถทำร่างประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 รวมกัน เพื่อถามประชาชนได้ วันนี้เราต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่ลอกเลียนเอามาจากต่างประเทศ แต่รัฐธรรมนูญที่ดีต้องสามารถตอบสนองบริบทของคนไทยและสามารถตอบรับความเป็นสากลได้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการแบ่งปันทรัพยากร ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดเรื่องเศรษฐกิจ
“วันนี้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเรายังไม่ได้ร่าง แต่เรากำลังจะร่าง รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดจึงยังไม่ได้เกิดแต่กำลังจะเกิด และจะเกิดได้อยู่ที่พวกเราที่จะเปิดประตูเชื่อมต่อให้ประชาชนร่วมกันแสดงความเห็น วาระการเลือกตั้งที่จะมีหลังจากนี้ 4 เดือนจะได้สมาชิกเข้ามา รัฐบาลชุดหน้าก็ไม่ควรอยู่นาน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ควรมีการยุบสภา เพื่อให้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เราเรียกร้องและโหยหามานาน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว