อ.อัครพงษ์ หวั่นไทยถูกฟ้องคดีในศาลโลก ปมยกเลิก MOU43-44 ฝ่ายเดียว ชี้ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จะบานปลายดึงฝ่ายอื่นมายุ่งในข้อพิพาท

จากประเด็นการเสนอยกเลิก MOU2543 และMOU2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นว่าไทยสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้ ไม่ถือว่าละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ เนื่องจากการยกเลิกสนธิสัญญามีบัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 (VCLT) ซึ่งอนุญาตให้คู่สัญญายกเลิกได้หากอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลง

วันที่ 14 ต.ค. 2568 ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวว่า ตามความในมาตรา 60 ของ อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969/2512 (ซึ่งไทยยังไม่ได้เป็นรัฐภาคี**) นั้น คำว่า “Material Breach” หรือ การกระทำผิดสัญญา หรือ การละเมิดสัญญา ต้องพิจารณา “ข้อบท/เนื้อหา” ที่กำหนดไว้ “ภายใน” หนังสือสัญญาฉบับนั้น ว่ามีความร้ายแรงจริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญ คือ “พฤติการณ์หรือลักษณะการกระทำผิดสัญญาเช่นว่านั้น ส่งผลสำคัญต่อข้อตกลง “ภายใน” บทบัญญัติของหนังสือสัญญาฉบับนั้นอย่างไร เป็นการละเมิดที่บ่อนทำลาย “จุดประสงค์หลัก” ของหนังสือสัญญาอย่างไร และ ส่งผลให้การปฏิบัติตามสัญญาเป็นไปได้ยากหรือทำให้คู่สัญญาเสียประโยชน์หลักไปหรือไม่ อย่างไร

เนื่องจาก หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบอกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียว โดยอ้างมาตรา 60 ของ VCLT1969 ทั้งๆ ที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้กระทำผิด “ข้อสัญญา” แล้ว ก็จะกลายเป็นข้อ “พิพาทใหม่” เกิดขึ้น และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องคดีความต่อกันในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ได้ ตัวอย่างเช่น คดี Gabčíkovo-Nagymaros Project case (Hungary/Slovakia) ปี 1997 เป็นต้น

ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวว่า กัมพูชา “….ทำการรุกรานโดยการใช้อาวุธสงครามและใช้กำลังทหารเข้าล่วงล้ำดินแดนไทย มีเจตนาใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวด BM.21 ยิงใส่ในพื้นที่ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทำให้โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนเสียหาย มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและล้มตาย ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหาย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่บริเวณแนวชายแดน

มีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจนทหารและประชาชนเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ พิการ และล้มตาย ในระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ด้วยเหตุที่กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดรุกรานประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นการละเมิดข้อ 8 และ 3 ของข้อ 3 และข้อ 5 ของ MOU 2543 อย่างร้ายแรง….”

ประเด็นที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ คือ การกระทำเช่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการ “ละเมิด” MOU43 จริงหรือไม่ และเป็นการละเมิดบทบัญญัติข้อ 8, 3, 5 อย่างร้ายแรง อย่างไร

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ เราจะปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำที่เลวทรามอย่างที่กล่าวมา และสมควรอย่างยิ่งและมีความ “จำเร่งด่วนเป็นต้องเอาผิด” ต่อการกระทำที่เลวร้ายเช่นว่าทั้งหมดนั้น ให้ผู้กระทำได้รับผลตอบแทนอย่างสาสมโดยเร็วพลันและเร่งด่วน

แต่การจะไปบอกเลิก MOU43 และ MOU44 ฝ่ายเดียวนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดตรงประเด็นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศจริงหรือไม่ ผมเกิดความกังวลว่า หากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่เลยเถิดบานปลายจนฝ่ายประเทศคู่พิพาทไปดึงเอาฝ่ายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในข้อพิพาทโดยไม่จำเป็น

ปล. การที่ไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาฯ ฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่สามารถอ้าง/ใช้บทบัญญัติในอนุสัญญาฯ ดังกล่าวได้ เนื่องจาก VCLT1969 ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Customary International Law) จึงมีผลผูกพันทางกฎหมายด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน