เท้ง ขอทุกฝ่ายลงมติรับทุกร่าง เพื่อหมุนเข็มนาฬิกาที่หยุดนิ่งมา 20 ปี เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเริ่มนับหนึ่งลบล้างมรดก คสช. ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หยุดยั้งนิติสงคราม ปิดช่อง สส.งูเห่า

วันที่ 15 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่..พ.ศ…จำนวน 3 ฉบับ ของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นวันที่ 2 ก่อนลงมติในวาระรับหลักการ

โดยเวลา 12.50 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสรุปของพรรคประชาชน โดยได้ตอบข้อคิดเห็นของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่าอย่าเพ้อฝัน และอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ มากกว่าได้ทำ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนเห็นตรงกันว่า อยากให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำได้ การเลือกสภาผู้ร่างโดยอ้อม และเลือกสภาที่ปรึกษาโดยตรง สามารถทำได้ พรรคประชาชนใช้หลักการที่เชื่อว่า การเมืองคือเรื่องแห่งความเป็นไปได้ ที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการเมืองในความเป็นจริง

หากพรรคภูมิใจไทยวันนี้ไม่เชื่อถึงความเป็นไปได้ ว่าท่านจะสามารถโน้มน้าว สว. จำนวน 1 ใน 3 ให้เห็นชอบกับทุกร่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คงไม่สามารถทำได้ ถ้าพรรคประชาชนไม่เชื่อว่า เราทุกคนมีเจตนารมณ์เดียวกันในการเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คงไม่เกิดข้อตกลง MOA นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การเชื่อในการเมืองแห่งความเป็นไปได้แบบนี้หรือเปล่า ที่ทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดูเป็นจริงมากที่สุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานี้ อย่าปฏิเสธว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้พิจารณาถึงความเสี่ยง ที่ทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตลอดเวลา

นับตั้งแต่ลงนามสัญญา MOA กับพรรคประชาชน ทุกอย่างเราประเมินผลได้ผลเสียตลอดเวลา ประเด็นคือ เวลาเราคิดถึงผลเสีย เราคิดถึงผลได้ของใคร เรายืนยันว่า ข้อเสนอของพวกเราเป็นไปได้ ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคนที่ได้มากที่สุดคือประชาชน

แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้อาจไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปลายทาง หรือฉบับในฝัน แต่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้ นับเป็นการเริ่มนับหนึ่งในการลบล้างมรดกของ คสช. เช่น การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นจุดเริ่มต้นในการหยุดยั้งกระบวนการนิติสงคราม

ไม่ว่าการแก้ไขในหมวดของศาลและองค์กรอิสระ ให้ยึดโยงกับประชาชนและเป็นไปตามหลักสากล เป็นการวางรากฐานในการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ดี เช่น การออกแบบระบบการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้จำนวน สส. สะท้อนกับคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกไปเลือกตั้ง

ออกแบบระบบพรรคการเมืองใหม่ เพื่อปิดช่องไม่ให้มี สส.งูเห่า ออกแบบที่มาและอำนาจของ สว. ให้เหมาะสม รวมถึงการแก้ไขในครั้งนี้จะเป็นกุญแจอีกดอกที่เปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับต่อๆไป ในอนาคต

“เรากำลังโหวตในวันนี้ ในเรื่องของความเป็นไปได้ในการหมุนเข็มนาฬิกาของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไป หลังนาฬิกาเรือนนี้หยุดนิ่งมาเกือบ 20 ปี นั่นเพราะการลงมติวันนี้ จะปลดโซ่ตรวนทุกอย่างของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ยากมากๆ และเข็มนาฬิกาที่ควรจะถูกหมุนต่อ จะไม่ใช่เข็มนาฬิกาบนข้อมือของนักการเมือง แต่เป็นเข็มนาฬิกาชีวิตของคนไทยทุกคน ที่เราควรเปิดโอกาสให้ตัวแทนประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้รัฐตอบสนองต่อประชาชนและไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคใดจะมาเป็นรัฐบาล หากพวกเรายังไม่ริเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่วันนี้เข็มนาฬิกาของประเทศไทยก็ยังคงหยุดนิ่งต่อไป

วันนี้ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภาต่างแสดงเจตจำนงค์ว่ายินดีรับทุกร่าง เข้าสู่การพิจารณาของชั้นกรรมาธิการในวาระที่สอง ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คือจังหวะสำคัญที่สุดที่จะให้เข็มนาฬิกาของประเทศเดินหน้าต่อ

ตนอยากจะเสนอให้นำร่างของพรรคประชาชน เป็นร่างหลักในการพิจารณา เพราะเรายืนยันว่าสิ่งที่คิดมานั้นทำได้ และมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด รวมถึงข้อห่วงใยเรื่องการแก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 นั้น กลไกปัจจุบันของรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามแก้ ประกอบกับมาตรา 255 ได้ล็อกไว้อยู่แล้วว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองได้

“รวมถึงข้อห่วงใยในการตัดถ้อยคำ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สำหรับผมคิดว่าไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ คนที่จะตัดหรือไม่ตัด 2 คำนี้ออก อยู่ที่ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ และปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำ อยู่ที่คนที่มีอำนาจในการตีความต่างหาก หากนักการเมืองทุจริต เราจัดการทันที แต่เรื่องนามธรรม ควรต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสินนักการเมือง ไม่ใช่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่กี่คน” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากเราให้ความกลัว เป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศจะไม่มีวันเดินหน้าอะไรใหม่ได้ และตนมั่นใจ ว่าเราสามารถทำให้ร่างรวมจากทุกๆ พรรคที่จะออกมาจากวาระสองในชั้นกรรมาธิการเป็นร่างที่ทำได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน