สภาลูกจ้างฯ จ่อบุกทำเนียบ 21 ต.ค. นี้ ร้อง “นายกฯอนุทิน” สั่งคืนสิทธิคนไทย เหตุต่างชาติคว้างานประมูลแท่นหลุมผลิต ปิโตรเลียม-ท่อส่งก๊าซ มูลค่าหลายหมื่นล้าน กระทบช่างไทยนับหมื่นคนตกงาน ชี้เป็นการวางแผนตัดตอน ฝีมือคนไทย กระทบต่อเศรษฐกิจไทย

16 ต.ค. 68 – ความคืบหน้ากรณี นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ได้นำสมาชิกและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาการจ้างงานของแรงงานไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. หลังจากที่ บริษัทต่างชาติจากประเทศจีน ชนะการประมูล “โครงการบันเดิ้ล 4” สำหรับการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมและท่อส่งก๊าซ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งต้องดำเนินการผลิตและใช้แรงงานในต่างประเทศ ส่งผลให้แรงงานไทยในอุตสาหกรรมก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ นับหมื่นคนได้รับผลกระทบ

นายมนัส โกศล เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เพื่อทราบข้อเท็จจริงการประมูลงานในโครงการ บันเดิ้ล 4 ของบริษัท ปตท.สผ. และหารือแนวทางเพื่อแก้ไขข้อกังวลที่อาจได้รับผลกระทบต่อการเลิกจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมและท่อส่งก๊าซ ว่า

หลังจากการประชุมร่วมกับ เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีก สร. นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดี กสร. นางสาวสุนัน เพชรชู หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กสร. นายพัฒนชาต ชุมทอง ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงาน รวมถึงผู้แทนบริษัท ปตท.สผ. และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติ และธรณีวิทยา พบว่า ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา

“การที่บริษัทจากประเทศจีนชนะการประมูลงานมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ทำให้งบประมาณส่วนใหญ่ ทั้งในส่วนของการจ้างงาน และการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ถูกนำไปใช้ในต่างประเทศ ส่งผลให้แรงงานไทยที่มีทักษะและประสบการณ์ยาวนานตกงานจำนวนมาก และกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง” นายมนัส กล่าว

นายมนัส เปิดเผยถึงผลกระทบจากการจัดซื้อจัดจ้างผลิตและติดตั้งแท่นหลุมผลิตฯ โครงการ บันเดิ้ล 4 ของบริษัท ปตท.สผ. ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่สูญเสียไปกับการผลิตต่างประเทศ เช่น การจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ การจัดซื้อวัสดุสิ้นเปลือง เครื่องมือต่างๆ

2. ด้านความมั่นคง เช่น เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านทรัพยากร หากต่างประเทศมีการควบคุมหรือการแทรกแซงโดยเฉพาะในภาวะที่อาจเกิดสงครามขึ้นได้ในขณะนี้ สูญเสียการพัฒนาการผลิตปิโตรเลียม นอกชายฝั่งโดยคนไทย และเกิดภาวะการสมองไหล ออกนอกประเทศ สูญเสียโอกาสการแข่งขันและความยั่งยืนในการผลิตโดยคนไทยชายฝั่ง

3. ด้านแรงงาน เช่น ช่างฝีมือขั้นสูง กว่า 2,000 คน อาจต้องเปลี่ยนอาชีพ หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณ มาเพื่อเยียวยาผู้ที่ตกงาน เช่น เงินชดเชยตกงาน หรือ งบประมาณ ที่ต้องจัดสรร มากระตุ้น ต่อแรงงานไทย และการสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เกี่ยวกับงานปิโตรเลียมนอกชายฝั่ง ที่สั่งสมมาระยะเวลากว่า 40 ปี กำลังจะหายไปหมดสิ้น และไม่สามารถจะกลับมาได้ในอนาคตอันใกล้

4. ด้านสังคม เช่น คุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวแรงงานที่ตกงานลดลงโดยทันที เกิดความแตกแยก ความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ของประชาชนต่อภาครัฐ และบริษัทที่ได้รับสัมปทานทรัพยากรไทยแต่ออกไปให้ต่างชาติได้ประโยชน์มากกว่าคนในประเทศ รวมถึงภาครัฐและบริษัทที่ได้รับสัมปทานทรัพยากรไทยไม่สนับสนุนการผลิตในประเทศ แต่กลับส่งเสริมต่างชาติให้ได้รับผลประโยชน์มากกว่าคนไทย

“โดยในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. สภาฯ จะนำสมาชิกและตัวแทนลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวกว่า 300 คน จาก 14 บริษัท เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อขอให้มีคำสั่งให้บริษัท ปตท.สผ. ในฐานะเจ้าของโครงการ และกระทรวงพลังงาน ซึ่งกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้บริษัทต่างชาติที่ชนะการประมูล เปลี่ยนมาผลิตในประเทศไทย เพื่อให้สามารถใช้แรงงานไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายมนัส กล่าว

ด้านนายวิชัย ขำทอง ตัวแทนกลุ่มลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ เปิดเผยว่า ตัวแทนกลุ่มลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่า การที่บริษัทต่างชาติชนะการประมูลและจะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ส่งผลให้แรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ ที่เป็นลูกจ้างของบริษัทที่รับงานจาก บริษัท ปตท.สผ. ซึ่งอยู่หน้างานตรงแท่นหลุมผลิตฯ จำนวนราว 2,000-3,000 คน ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมไปถึงห่วงโซ่ผู้รับเหมา บริษัทขนส่ง ผู้รับผลิตชิ้นส่วน และส่วนอื่นๆ รวมราวกว่า 10,000 คน ที่อาจจะได้รับผลกระทบการเลิกจ้าง

“แรงงานที่มีอยู่โดยเฉพาะช่างเชื่อมที่มีฝีมือในการเชื่อมขั้นสูง และช่างที่ต้องได้รับใบประกาศรับรองมาตรฐานฝีมือซึ่งจะต้องดำเนินการในการผลิตแท่นหลุมผลิตฯ ดังกล่าวจะหายไป เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่ง ขณะนี้บริษัท ปตท.สผ. เหลือให้แรงงานไทยทำแค่เสา ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นงานปูพื้น งานระบบไฟฟ้า หรืองานสถาปัตยกรรมต่างๆ โยนออกไปให้ต่างประเทศทำหมด ส่งผลให้มีการจ้างงานแรงงานไทยน้อยลง แล้วช่างไทยที่มีฝีมือ เช่น ช่างไฟฟ้า จะหายไปหมด” นายวิชัย กล่าว

นายวิชัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญคือ โครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี และในไทยไม่มีบริษัทใดแล้วนอกจากบริษัท ปตท.สผ. ที่จะผลิตแท่นหลุมผลิตฯ ได้ ซึ่งระยะเวลา 3 ปี หากแรงงานไทยต้องตกงานตลอดช่วงเวลาดังกล่าว จะส่งผลให้ช่างฝีมือจำนวนมากสูญเสียทักษะจากการไม่ได้ใช้งาน โดยเฉพาะช่างเชื่อมที่มีเพียง 6 เดือนในการต่ออายุใบรับรองมาตรฐานฝีมือ เมื่อไม่ได้ทำงาน ฝีมือจะลดลงทันที ส่งผลต่อความมั่นคงของครอบครัวแรงงาน และในอนาคตหากบริษัท ปตท.สผ. ต้องการจ้างแรงงานไทยกลับมาทำงานอีก ก็อาจไม่เหลือแรงงานฝีมือให้จ้างได้ สุดท้าย ก็ต้องนำโครงการต่างๆ ไปผลิตที่ต่างประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยเคยทำได้มา 40 ปีที่แรงงานไทยสะสมประสบการณ์มา

“ขอเรียกร้องให้ บริษัท ปตท.สผ. แสดงความรับผิดชอบ โดยนำโครงการผลิตแท่นหลุมผลิตฯ กลับมาดำเนินการในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยได้ทำงานตามศักยภาพ ซึ่งสามารถผลิตได้ในหลายพื้นที่ เช่น แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมองว่า ขณะนี้ เหมือนเป็นการวางแผนตัดตอนแรงงานไทยไม่ให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตแท่นหลุมผลิตฯ ได้” นายวิชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน