นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเป็นประธานเปิดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2568 (World Food Day 2025 and 80’ FAO Anniversany) ภายใต้แนวคิด “Hand in Hand for Better Foods and a Better Future” จับมือร่วมสร้างอาหารที่ดี เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ณ สำนักงานภูมิภาคประจำภาคพื้นเอเชีย – แปซิฟิก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ถ.พระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568

Screenshot

คุณมาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเครื่องจักร เทคโนโลยี และบริการ ที่รับผิดชอบธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคนี้ ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ทางการเกษตรและงานก่อสร้าง กล่าวว่า ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลกยังประสบปัญหา “สามภาระ”

ด้านอาหาร ได้แก่ ความหิวโหย ภาวะทุพโภชนาการ และโรคอ้วน สำหรับประเทศไทยเอง รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ประชาชนกว่า 40% ยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาน้ำแล้ง และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการหาทางออกที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนก้าวไปสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนได้โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ขณะที่เส้นทางสู่เกษตรยั่งยืนเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ คุณมาร์คกล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาระบบอาหารให้มีความยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเป็นประเทศลำดับที่แปดที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือด้านระบบอาหารแห่งสหประชาชาติ (UN Food Systems Convergence Initiative)

พร้อมเปิดตัวแผนปฏิบัติการบูรณาการ (Convergence Action Blueprint) เพื่อผลักดันการปรับเปลี่ยนระบบอาหารให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ความพยายามนี้ต่อยอดจากโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Model) ของประเทศ ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หมุนเวียน และยั่งยืนในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการเกษตรด้วย

ประเทศไทยสามารถเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางทางการผลิตอาหารในภูมิภาคและผู้เล่นสำคัญในการสร้างห่วงโซ่ที่มีมูลค่าที่รับมือสภาพภูมิอากาศได้ โดยเร่งการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การเกษตรแบบแม่นยำ และแนวปฏิบัติที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนวัตกรรมเพื่อการใช้เครื่องจักรเกษตรอย่างยั่งยืน คุณมาร์คแสดงความเห็นว่า การใช้เครื่องจักรสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญช่วยให้เกษตรกรทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง หรือก็คือสามารถเพิ่มผลผลิตสูงสุดพร้อมลดการใช้น้ำ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่เกินความจำเป็น

สำหรับ นิว ฮอลแลนด์ แล้ว ความยั่งยืนและประสิทธิภาพมาคู่กัน โดยรถแทรกเตอร์รุ่น T6 Methane Power ซึ่งเป็นแทรกเตอร์ผลิตภัณฑ์แรกของโลกที่ใช้พลังงานก๊าซมีเทน 100% และรถแทรกเตอร์รุ่น T7 Methane Power LNG ตัวแรกของโลกที่ใช้มีเทนแบบเหลว ได้มอบทางเลือกที่สะอาดและลดการปล่อยก๊าซได้สูงสุดถึง 80% ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพและความเชื่อถือให้แก่เหล่าเกษตรกรได้เช่นเดิม

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนไปสู่ฟาร์มที่เป็นเลิศด้านสภาพภูมิอากาศและพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน (energy-independent farms: EIFs) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ระบบวงจรแบบปิดเหล่านี้ช่วยให้ฟาร์มผลิตเชื้อเพลิงเองจากของเหลือจากการเกษตร ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวทาง BCG ของไทย ที่เน้นการหมุนเวียนทรัพยากรและความพึ่งพาตนเองเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

“วันอาหารโลกขององค์การ FAO เตือนเราไว้ การสร้างอนาคตด้านอาหารที่ดีกว่าต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ ด้วยประสบการณ์ระดับโลกกว่า 130 ปี และความร่วมมือกับเกษตรกรไทยมากกว่า 70 ปี นิว ฮอลแลนด์ ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบเครื่องจักร เทคโนโลยี และการฝึกอบรมที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน ครอบคลุม และเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศต่อไป”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน