เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว โดยมี นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารเข้าร่วมรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

นายนเรศ กล่าวว่า การพัฒนาการผลิตข้าวของไทยในระยะต่อไป จะต้องมุ่งสู่ความสมดุลระหว่าง ‘การผลิต-ตลาด-รายได้เกษตรกร’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้มั่นคงยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนข้าวไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยได้มอบนโยบายสำคัญ 8 ด้าน ให้กรมการข้าวเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
“การบริหารจัดการการผลิตข้าวต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เราต้องรู้ว่า ‘ตลาดต้องการอะไร’ และผลิตให้ตรงนั้น ไม่ใช่ผลิตแล้วค่อยหาตลาด การจัดการสต็อกและข้อมูลข้าวต้องเป็นระบบเดียวกัน เชื่อมโยงกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเอกชน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้มั่นคง” นายนเรศ กล่าว
รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวจะเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร ปีละประมาณ 1.4 ล้านตันข้าวเปลือก โดยตั้งเป้าเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์จาก 100,000 ตัน เป็น 150,000 ตัน และขยายพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนจาก 190,000 ไร่ เป็น 285,000 ไร่ รวมถึงการยกระดับศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็น ‘Service Provider Center’ ที่นำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
“เราจะสร้างความเข้มแข็งของชาวนาให้เป็นชาวนายุคใหม่ที่มีความรู้ มีเครื่องมือ และมีเครือข่ายเข้มแข็ง เกษตรกรต้องไม่เดินคนเดียว แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่ จนถึงตลาด” นายนเรศ กล่าวเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังได้มอบแนวทางการพัฒนาข้าวคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลักดันข้าวโภชนาการสูง ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวเป็นยา และข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) ให้เป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรม ‘Speed Breeding’ ที่ช่วยย่นระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์ข้าวจาก 7-10 ปี เหลือเพียง 3-5 ปี
ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว (Productivity) นายนเรศได้ตั้งเป้าให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% พร้อมลดต้นทุนไม่ต่ำกว่า 10% ผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้ศูนย์ข้าวชุมชนแห่งละกว่า 2.9 ล้านบาท เพื่อช่วยชาวนาได้เข้าถึงเครื่องมือที่ทันสมัย
อีกทั้งยังเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม ไปปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไผ่ และกล้วยหอม รวมถึงการจัดทำเขตส่งเสริมการปลูกข้าวตามศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) ให้เหมาะกับความต้องการของตลาด
ท้ายสุด รมช.นเรศ ยังได้เน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและรับรองคุณภาพข้าวให้เป็นมาตรฐานสากล ทั้งด้านข้าว GAP ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ และโรงสีมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและผู้ซื้อทั่วโลก

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคการปลูกข้าว กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความต้องการของตลาดโลกที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแข่งขันในตลาดเสรี ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพและความยั่งยืนของสินค้าเกษตร ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาข้าวภายในประเทศและรายได้ของพี่น้องเกษตรกร
“นโยบายของท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ในวันนี้ จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางการทำงานของกรมการข้าว เป็นกรอบแนวทางที่จะช่วยให้เราขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว
การมอบนโยบายในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับของกรมการข้าว จะได้ร่วมกันรับทราบแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกันนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจและพลังใจสำคัญให้พวกเราทุกคนมุ่งมั่นร่วมแรงกันยกระดับ ‘ข้าวไทย’ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง