นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมถ้ำโม่เกา (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ‘ถ้ำโม่เกา’ แหล่งมรดกโลกอายุนับพันปีในเมืองตุนหวง มณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ต้องเผชิญลมและพายุทราย ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการอนุรักษ์

เมื่อเร็วๆ นี้ กิจกรรม “Global Mayors Dialogue · Dunhuang 2025” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองตุนหวง มีแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวจีนและต่างชาติกว่า 200 คน ร่วมเดินชมถ้ำโม่เกา และเรียนรู้โครงการป้องกันลมพายุ

ชิว เฟย เจ้าหน้าที่ศูนย์เฝ้าระวังถ้ำหินตุนหวง กล่าวว่า “ถ้ำโม่เกาตั้งอยู่ในเขตแห้งแล้ง พายุทรายเป็นปัญหาสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของถ้ำ” เขาอธิบายว่า พายุทรายสร้างความเสียหายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ กองทรายพัดสะสมหน้าถ้ำ ลมกัดเซาะภาพจิตรกรรมและโบราณสถานที่อยู่กลางแจ้ง รวมถึงละอองทรายและฝุ่นเล็ดรอดผ่านช่องลมเข้าไปเกาะบนผิวประติมากรรมและภาพจิตรกรรมภายในถ้ำ

นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมถ้ำโม่เกา (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

จีนพัฒนามาตรการรับมือพายุทรายมานานหลายทศวรรษ เริ่มตั้งแต่ในปี 1944 มีการก่อตั้งสถาบันวิจัยศิลปะตุนหวง และบรรจุงานป้องกันทรายเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์, ปี 1961 ทดลองสร้างกำแพงกั้นทรายและปูหินเพื่อชะลอการพัดพา, ปี 1989 ใช้สารเคมีตรึงทราย ติดตั้งรั้วไนลอนรูปตัว “A” และทดลองระบบน้ำหยด จนกระทั่งปี 2011 ที่เดินหน้าโครงการป้องกันพายุทรายแบบครบวงจร ด้วยงบกว่า 13.8 ล้านหยวน ก่อให้เกิดระบบป้องกันที่ผสานเทคนิคด้านวิศวกรรม พืช และสารเคมีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

การวาง ‘ตารางหญ้า’ เพื่อตรึงทราย (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

ปัจจุบัน ตารางหญ้าและรั้วกั้นทรายไนลอนบางส่วนเสื่อมสภาพหลังใช้งานนานหลายปี จึงได้มีการระดมงบประมาณกว่า 11 ล้านหยวนเพื่อบูรณะและขยายพื้นที่ตารางหญ้าให้ครอบคลุมกว่า 2.3 ล้านตารางเมตร พร้อมทั้งสร้างระบบตรวจการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อติดตามฝุ่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ และควบคุมจำนวนผู้เข้าชมอย่างเหมาะสม

“เราไม่เพียงแต่ได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของตุนหวง แต่ยังได้เรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้ดียิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนที่ควรค่าแก่การศึกษา” แขกผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งกล่าวหลังการเยี่ยมชม

ที่มา People’s Daily Online

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน