ย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซานหลูเมี่ยว เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น (ภาพ วังเสี่ยวเซวียน)

เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน เดินหน้าฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาผ่านการพัฒนาเชิงบูรณาการ ทั้งการอนุรักษ์อาคารเก่าและการต่อยอดงานช่างพื้นถิ่น

ย่านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซานหลูเมี่ยว ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่ปลายปี 2024 ปัจจุบันมีการบูรณะอาคารโบราณสำคัญ 6 หลัง และอาคารสไตล์ดั้งเดิมอีก 54 หลัง ช่วยคืนชีวิตชีวาให้ชุมชนเก่า

จาง เฉิน ผู้สืบทอดเทคนิคเคลือบกระเซ็นสีน้ำเงิน เปิดสตูดิโอสาธิตการทำเครื่องเคลือบให้กับกลุ่มศิลปินต่างชาติ เขาถือกาเล็กซึ่งบรรจุน้ำเคลือบสีน้ำเงินไว้ในมือ พร้อมค่อยๆ หมุนชิ้นงานไปพร้อมกับพ่นลมหายใจเบาๆ ผ่านหลอดไม้ไผ่ ให้สีเคลือบแตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เคลือบผิวชิ้นงานอย่างสม่ำเสมอ ทำซ้ำกว่า 20 รอบจนสีเคลือบพร่างพรายราวฝนดาวตก จากนั้นจึงหยิบมีดแกะสลัก ลงมือกรีดลวดลายบนเนื้อดิน

เทคนิคนี้เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงและรุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ชิง เดิมเป็นเครื่องเคลือบที่ผลิตเพื่อราชสำนักเท่านั้น

จาง เฉิน ทำงานเครื่องเคลือบกระเซ็นสีน้ำเงินในสตูดิโอ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)

จาง เฉิน ได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์ในปี 2016 และเริ่มผสานศิลปะสมัยใหม่เข้ากับเทคนิคโบราณ เขาพัฒนาสูตรเคลือบเฉพาะตัว ซึ่งรวมเทคนิคเคลือบกระเซ็นสีน้ำเงินสมัยราชวงศ์หมิงเข้ากับลวดลายสลักจากสมัยราชวงศ์ซ่ง ลวดลายสลักถูกเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,300 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เย็นอีก 12 ชั่วโมง ในกระบวนการนี้ ดินสีฟ้าอ่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินไพลินสุกสว่าง โดยผลงานถูกผลิตทั้งแบบสะสมและของใช้ประจำวัน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ระบุว่า จิ่งเต๋อเจินมีทายาทผู้สืบทอดภูมิปัญญาที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 3,248 คน มากที่สุดในจีนด้านงานเซรามิก

ภาพชิ้นงานเครื่องเคลือบด้วยเทคนิคกระเซ็นสีน้ำเงิน (ภาพถ่ายโดยผู้ให้สัมภาษณ์)

นอกจากนี้ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นยังเร่งฟื้นฟูเตาเผาโบราณ โดยสามารถบูรณะและจุดไฟเตาใหม่ได้แล้ว 13 แห่ง ผู้มาเยือนสามารถเดินชมพื้นที่จัดแสดงเตาแต่ละยุค ซึ่งเรียงรายราวกับเปิดม้วนประวัติศาสตร์เครื่องเคลือบให้เห็นต่อหน้า

ที่มา People’s Daily Online

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน