กลุ่มบริษัท “คิง เพาเวอร์” นำดิวตี้ฟรีคนไทยลุย Next Move เฟส 2 รับศักราชใหม่ปี’69 ปรับโครงสร้าง ชู 3 กลยุทธ์ 3 เพิ่ม “AI-รายได้อีคอมเมอร์ซ-ธุรกิจเทรนด์ผสมผสานใหม่” กลางปีนี้มีเฮดิวตี้ฟรีในเมืองจะมีแผนธุรกิจชัดเจน พร้อมผสมบริการใหม่ 3 สาขา ศรีวารี มหานคร พัทยา

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2569 พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจดิวตี้ฟรีของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สู่ Next Move เฟสที่สอง : ก้าวใหม่ พลังที่ เป็น ไป ได้ ไม่สิ้นสุด” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักช้อปคนไทยและต่างชาติ ตอบโจทย์ความสำเร็จทั้งการพลิกฟื้นร้านค้าดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยาน (Airport Duty free) ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และสาขาในเมือง (Downtown Dutyfree) ตอนนี้เปิดบริการอยู่ 2 สาขา ที่สำนักงานใหญ่รางน้ำ และภูเก็ต ประมาณกลางปีนี้จะกลับมาเปิดสาขาที่ปิดชั่วคราวคือ ศรีวารี มหานคร พัทยา ขณะนี้เดินหน้าทำต่อเนื่อง 3 กลยุทธ์

กลยุทธ์ที่ 1ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่” ลดพนักงานเหลือ 60 %พร้อมกับเพิ่ม AI เข้ามาทำงานแทนคน 40 % ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาเรื่องการเลือกปลดล็อกองค์กรที่ใช้คนทำงานแบบไซโลลง แล้วแทนที่ด้วยระบบการทำงานอัตโนมัติมากขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อ/จัดจ้างภายในกับคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเร่งให้ทันสถานการณ์ตลาดและธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลังเหตุการณ์โควิด ปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงชัดเจน

กลยุทธ์ที่ 2 “ปรับโครงสร้างรายได้” เปิดช่องทางที่สาม หันมาขยายตลาดการขายผ่าน “อี-คอมเมอร์ซ” เพิ่มสัดส่วนสูงขึ้น แทนระบบเดิมพึ่งพา 2 ช่องทางหลัก จากร้านค้าดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยานและในเมือง ซึ่งตอนนี้และอนาคตสถานการณ์เปลี่ยนไป “รายได้จากดิวตี้ฟรีท่าอากาศยานและในเมืองลดลง” อย่างมีนัยสำคัญ คือ

“ร้านดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยาน 5 แห่ง” จากเดิมเคยทำได้ 50 % ของรายได้ทั้งหมด ก็ลดลงจากปกติมาก ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เมื่อได้คำตอบชัดเจนจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “AOT” จึงทำให้ปี 2569 เริ่มวางแผนเพิ่มรายได้ ทยอยใช้หนี้สะสม และบริหารเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นรูปธรรมได้มากขึ้น

ส่วน “ร้านดิวตี้ฟรีในเมือง” 5 แห่ง รางน้ำ ศรีวารี มหานคร พัทยา ภูเก็ต สาขาหลัก รางน้ำ กับภูเก็ต รายได้เหลือเพียง 10% จากที่เคยทำได้ 50 %จนเมื่อเดือนกันยายน 2569 ต้องตัดสินใจปิดชั่วคราว 3 สาขา ได้แก่ ศรีวารี มหานคร พัทยา เพื่อปรับแผนการลงทุนสู่ “ธุรกิจผสมผสานเทรนด์ใหม่” คาดจะมีแผนธุรกิจชัดเจนช่วงกลางปีนี้ เพื่อยืดหยุ่นให้ขายได้ทั้งตลาดคนไทยและต่างประเทศ

ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มีรายได้มาจาก “ตลาดคนไทย” ที่มีเที่ยวบินเดินทางต่างประเทศมาแรงมาก ชอบแคมเปญ “ลดล้างสต็อก” ตอนนี้สินค้าแบรนด์ทั่วโลกในร้านดิวตี้ฟรีร่วมด้วยช่วยกันขายจนสินค้าเหลือน้อยมากแล้ว คนไทยซึ่งเป็นแฟนคลับแบรนด์ระดับโลกต่าง ๆ รีบมาเลือกซื้อได้ทุกสาขา ทุกช่องทางทั้งออนกราวนด์ ในเมือง สนามบิน และออนไลน์ เพราะสินค้าหมดแล้วหมดเลย

กลยุทธ์ที่ 3 ปรับโครงสร้างสูตลาดใหม่ ควบคู่กับเดินสายไปลงทุนในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะ ต้องลดการพึ่งพารายได้จาก “นักท่องเที่ยวจีน” ตลาดใหญ่เพียงรายเดียว เพราะยุคนี้พฤติกรรมคนจีนมีการรณรงค์ให้ “คนรุ่นเก่า” เลือกใช้สินค้าอย่างเหมาะสม ส่วน “คนรุ่นใหม่” เจน Z กับอัลฟ่า มีรายได้ไม่สูงเหมือนยุคก่อนจึงหันมาเน้นซื้อสินค้า “เพื่อประโยชน์ใช้งาน” เป็นหลัก กับใช้แบรนด์ระดับกลางๆ ราคาไม่แพง

โดยภาพรวมยุคนี้ “ตลาดคนไทย” เดินทางต่างประเทศ มีทางเลือกที่จะไปช้อปต่างประเทศแล้วนำสินค้ากลับมา บวกกับรอช้อปแคมเปญลดล้างสต็อก ส่วน “ตลาดต่างประเทศ” นักเดินทางยุคเก่าและเจนใหม่ก็เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินตามรายได้ จึงเป็นตัวแปรให้ “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” ต้องเร่งปรับตัว เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายปี 2569 จะต้อง “เพิ่มรายได้” ผ่านธุรกิจผสมผสานเทรนด์ใหม่โดนใจกำลังซื้อทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เปิดศักราชใหม่ปี 2569 กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ปูพรมทั้ง 3 กลยุทธ์ นำพาธุรกิจ “Next Move เฟสที่สอง” สร้าง “พลังใหม่” สร้างความ เป็น ไป ได้ ไม่สิ้นสุด เร่ง 3 เพิ่ม “AI-รายได้-ตลาดใหม่” ทำให้ “ดิวตี้ฟรี” ธุรกิจของคนไทย สร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งยั่งยืนอย่างแท้จริง

เรื่องโดย …#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน