ประเทศไทยได้ยืนยันบทบาทนำในการขับเคลื่อนการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางสำหรับคนทุกช่วงวัย ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยเรียกร้องเพื่อเสริมความเชื่อมโยงและสอดประสานของนโยบายในทุกระดับและเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อแปลงพันธกรณีระดับโลกให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวเปิดการประชุมในกิจกรรมคู่ขนานภายใต้การประชุม “Asia-Pacific Forum on Sustainable Development หรือ APFSD ประจำปี 2569” ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2569 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือระดับโลกกับการจัดลำดับความสำคัญระดับภูมิภาคและบริบทระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

กิจกรรมในหัวข้อ “จากระดับโลกสู่ระดับภูมิภาคและระดับพื้นที่: การติดตามผลการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 การสร้างสังคมที่ครอบคลุมสำหรับคนทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ภาคีเครือข่ายการพัฒนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วนทั่วภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมภายใต้เวทีสหประชาชาติ

นายกันตพงศ์ กล่าวถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการหารือกับวาระการพัฒนาระดับโลก โดยเน้นว่าประสิทธิผลของพันธกรณีระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับการแปลงสู่การกำหนดนโยบาย ระบบการให้บริการ และกลไกการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การหารือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างหลักประกันว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการเสริมสร้างการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมในทุกช่วงวัยของชีวิต

จากผลการหารือระดับสูงที่ประเทศไทยและคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ สำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงโดฮา เมื่อเดือนพ.ย.2568 การอภิปรายได้ยืนยันแนวทางเชิงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่ครอบคลุม ได้แก่ การนำแนวคิดตลอดช่วงชีวิตมาใช้ การส่งเสริมนโยบายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสนับสนุนการมีงานทำที่มีคุณค่าสำหรับทุกช่วงวัย การขยายระบบคุ้มครองทางสังคมแบบครอบคลุมและการดูแลระยะยาว การเสริมสร้างบริการฐานชุมชน และการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า การประชุม APFSD 2026 เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนลำดับความสำคัญดังกล่าว รวมทั้งเสาหลักทั้งสามประการของปฏิญญาการเมืองโดฮา ได้แก่ การขจัดความยากจน การส่งเสริมการทำงานที่มีคุณค่า และการสร้างสังคมที่ครอบคลุม ให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในทุกระดับ

ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ผ่านแนวทางตลอดช่วงชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อให้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ โดยยึดหลัก “ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family First)” ซึ่งช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นระหว่างรุ่น และตอบสนองต่อ ความต้องการด้านการดูแลที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางบูรณาการทั้งภาครัฐและสังคม โดยระบุว่าการพัฒนาสังคมที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบายที่อิงหลักฐาน มีความครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบท ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง “ด้วยความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเปลี่ยนพันธกรณีร่วมกันให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับของสังคม”

ประเทศไทยยังได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้กรอบเอเชียและแปซิฟิก โดยยกระดับการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ความยืดหยุ่นของสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ในตอนท้ายนายกันตพงศ์ ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสังคมที่ครอบคลุม ซึ่งประชาชนทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ความมั่นคง และโอกาส เพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงยั่งยืนเท่านั้นแต่ยังเป็นธรรม และครอบคลุมสำหรับทุกคนด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน