แม้ประเทศไทยจะมีระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม แต่การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงหรือพื้นที่ที่การคมนาคมไม่สะดวก ซึ่งส่งผลต่อการขนส่งยา เวชภัณฑ์ และสิ่งส่งตรวจทางการแพทย์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือช่วงเกิดภัยพิบัติที่เส้นทางถูกตัดขาด
ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการสาธารณสุขไทย ด้วยการเปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) ที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ห่างไกลทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์วิกฤต ล่าสุดโชว์ผลงานความสำเร็จในปฏิบัติการจริง ณ จังหวัดน่าน ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความห่างไกลจะไม่ใช่อุปสรรคของการรักษาอีกต่อไป
นวัตกรรมที่ต้องตอบโจทย์ได้จริง
นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมนี้มาจากความตั้งใจที่จะนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างประโยชน์ให้กับคนไทย โดยต้องมั่นใจว่านวัตกรรมมีศักยภาพในการขยายผลในวงกว้าง สามารถยกระดับทั้งอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ จึงเลือกอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์เป็นอันดับแรก
“เราไม่ได้ทำโดรนอย่างเดียว แต่เราสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงให้ทุกองคาพยพเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศ และตอบโจทย์ได้จริง”
หัวใจของ True SkyBridge จึงไม่ใช่ตัวโดรน หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการขนส่งทางการแพทย์ ตั้งแต่ตัวอากาศยาน ระบบ AI ศูนย์ควบคุมการบิน โรงพยาบาล หน่วยงานด้านสาธารณสุข ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และสำนักงาน กสทช.

ทำความรู้จัก “True SkyBridge” สมองกลอัจฉริยะบนน่านฟ้า
True SkyBridge แตกต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไป เพราะเป็น “ระบบเปิด” (Open Platform) ที่สามารถเชื่อมต่อกับโดรนได้หลายแบรนด์และหลายประเภท จึงสามารถบริหารจัดการฝูงบินและขยายการใช้งานในอนาคตได้ง่ายขึ้น
เบื้องหลังการทำงานของ True SkyBridge คือระบบ AI ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงควบคุมการบินอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่ยังช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจตลอดทั้งภารกิจ ตั้งแต่การประเมินความเร่งด่วนของภารกิจ วิเคราะห์สภาพอากาศ ข้อจำกัดของน่านฟ้า น้ำหนักของสิ่งบรรทุก ไปจนถึงการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับกรณีฉุกเฉิน เช่น การขนส่งโลหิตเพื่อการผ่าตัด หรือเวชภัณฑ์เร่งด่วน ระบบสามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งของที่จำเป็นที่สุดถูกส่งถึงปลายทางก่อน นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังมีโหมดพร้อมรับมือภัยพิบัติ (Disaster Resilience Mode) ที่สามารถปรับการทำงานทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด โดยจัดลำดับความสำคัญของการขนส่งอุปกรณ์ช่วยชีวิต เครื่อง AED โลหิต ยา และเวชภัณฑ์ฉุกเฉินเป็นอันดับแรก
อีกหนึ่งจุดเด่นคือระบบ Cold-Chain Intelligence ที่ออกแบบมาสำหรับการขนส่งโลหิต วัคซีน และสิ่งส่งตรวจทางการแพทย์ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด โดยแพลตฟอร์มจะติดตามและบันทึกอุณหภูมิตลอดเส้นทาง พร้อมแจ้งเตือนทันทีหากอุณหภูมิใกล้ถึงจุดวิกฤต
True SkyBridge ยังถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการสาธารณสุขที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบต่างๆ ของโรงพยาบาล ทำให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถสั่งภารกิจ ติดตาม และยืนยันผลการส่งได้จากระบบเดิมโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ระบบใหม่

พิสูจน์ด้วยการใช้งานจริง
ทรูเลือกจังหวัดน่านเป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและประสบปัญหาดินถล่ม น้ำป่า และการเดินทางที่ยากลำบากเป็นประจำ นายเอกราชกล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมจะต้องผ่านการพิสูจน์จากการใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
“Focus Group ทำได้ แต่ถ้าทำจริงๆ On Ground จะช่วยให้เรารู้ปัญหามาก อย่างโดรนที่เราไปบินก็มีบางปัญหาที่ไม่เคยรู้มาก่อน เราไม่รู้ว่าจะมีนกขนาดใหญ่บินเข้ามาจิกโดรน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนไว้”
จากการบินสาธิตที่ อ.ปัว จ.น่าน บนเส้นทางภูเขาสูงชัน True SkyBridge ได้สร้างสถิติที่น่าทึ่ง
- การส่งยาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs): ระยะทาง 4 กม. ใช้เวลาเพียง 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบก 50%
- ภารกิจส่งยาในพื้นที่ประสบภัย: ระยะทาง 46 กม. ใช้เวลาเพียง 35 นาที จากเดิมที่ใช้เวลาทางบกกว่า 2 ชั่วโมง ช่วยลดเวลาขนส่งได้ถึง 70%
เจาะลึกสเปก “โดรนกู้ชีพ”
โดรนที่ใช้ในการสาธิตเป็นประเภท eVTOL แบบปีกตรึง (Fixed-wing) สามารถขึ้น-ลงจอดในแนวดิ่ง ก่อนเปลี่ยนเป็นการบินแบบปีกตรึงสำหรับเดินทางระยะไกล ทำให้เหมาะกับพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ที่ไม่มีรันเวย์
ตัวอากาศยานรองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 5 กิโลกรัม เพียงพอสำหรับการขนส่งยา เวชภัณฑ์ โลหิต และสิ่งส่งตรวจทางการแพทย์ สามารถบินได้นานสูงสุด 2.5 – 3 ชั่วโมง บินได้สูงถึง 4,800 เมตร ความเร็วเดินทางสูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระบบบินอัตโนมัติ ระบบป้องกันเครื่องตกซ้ำซ้อน ระบบช่วยลงจอดแบบนุ่มนวล และระบบ ADS-B สำหรับรับข้อมูลตำแหน่งเครื่องบินพาณิชย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการชน
อนาคตที่กว้างไกลกว่าการสาธารณสุข
ก้าวต่อไปของ True SkyBridge คือการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอีก 10 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทรูยังมองไปถึงการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่เข้าถึงยาก โดยมีผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ให้ความสนใจนำระบบไปประยุกต์ใช้กับการขนส่งสินค้าบางประเภทที่การขนส่งทางอากาศสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้
“ความตั้งใจของเราคือ แพลตฟอร์มต้องเป็นระบบเปิด ต้องสร้างระบบนิเวศ และต้องให้ประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งหมดนี้คือภาพรวม True SkyBridge ซึ่งเราจะทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวทิ้งท้าย
True SkyBridge จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางวิศวกรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางอากาศ เพื่อให้บริการทางการแพทย์เข้าถึงผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น ลดข้อจำกัดของระยะทาง และทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง