จากกระแสข่าวโจมตี “เหล็กเตา IF” อย่างหนักในช่วงนี้ ล่าสุด อมร อึงสมบูรณ์ อุปนายกสมาคมผู้การค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ออกมาเปิดใจถึงข้อเท็จจริงอีกมุม
นายอมรตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า เทคโนโลยีที่ทำถูกต้องตามกฎหมายและผ่านมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตแบบ 100% ทำไมถึงถูกเตะตัดขาหนักขนาดนี้ หรือเบื้องหลังคือความต้องการใช้กติกาเพื่อกำจัดคู่แข่ง เปิดทางให้กลุ่มทุนบางกลุ่มผูกขาดตลาดกันแน่?
1. โยนความผิดเรื่องตึก สตง. ถล่ม
นายอมรเล่าว่า การพยายามโยงว่าตึกถล่มเพราะเหล็ก IF นั้นไม่เป็นธรรมและบั่นทอนคนทำงานมาก เพราะนายกรัฐมนตรีและ 4 สถาบันชั้นนำของประเทศ (กรมโยธาธิการและผังเมือง, AIT, จุฬาฯ, พระจอมเกล้าธนบุรี และ วสท.)
สรุปชัดเจนแล้วว่าสาเหตุเกิดจาก “เทคนิคก่อสร้างและการออกแบบที่บกพร่อง” (โดยเฉพาะระยะฝังเหล็กเสริมที่ผนังรับแรงเฉือนสั้นกว่าที่กฎหมายกำหนด) ไม่เกี่ยวกับวัสดุเหล็กเส้นเลย
นอกจากนี้ ผู้รับเหมาโครงการ (กิจการร่วมค้า ไอทีดี-อาร์อีซีฯ) ยังออกแถลงการณ์ยืนยันว่าก่อสร้างตามแบบเคร่งครัด และวัสดุผ่านการตรวจสอบอนุมัติหมดแล้ว แถมสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ เอาเหล็กจากซากอาคารไปตรวจ ก็ยืนยันว่าผ่านมาตรฐานสูงถึงร้อยละ 95 ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าระบบ IF ไม่ใช่รากฐานของปัญหาโครงสร้างวิบัติตามที่ถูกกล่าวหา
2. ทำตาม มอก. 100% แต่โดนดิสเครดิต
ความจริงคือ สมอ. เคยทำรายงานการศึกษาตั้งแต่ปี 2558 ยืนยันว่าเทคโนโลยี IF มีศักยภาพผลิตเหล็กผ่านมาตรฐาน มอก. ได้ และปัจจุบันกฎหมาย มอก. 24-2559 บังคับชัดเจนว่าโรงงานเตา IF ต้องมีระบบคัดแยกเศษเหล็ก, และมีกระบวนการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์ เช่น มีเตาปรุงน้ำเหล็ก (ladle furnace) หรือการลดฟอสฟอรัส และการลดกำมะถัน ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการทำตามกติกา 100% จนกำจัดซัลเฟอร์ได้ต่ำสุดถึงร้อยละ 0.002
ในมุมวิศวกรรมโลหการ เตา IF ใช้อุณหภูมิหลอมที่ 1,500-1,700 องศาเซลเซียส ก๊าซไนโตรเจนจึงไม่แตกตัวเหล็กมีความเหนียวและทนทานต่อแผ่นดินไหวสูงกว่า (ต่างจากเตาอาร์คไฟฟ้า หรือ EAF ที่ร้อนกว่า 3,000องศาเซลเซียส จนเสี่ยงปนเปื้อนไนโตรเจน 80-120 ppm ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเหล็กเปราะร้าวแบบลูกอม หรือ Rock candy fracture)
3. บิดเบือนข่าวว่าทางการจีนแบน IF
นายอมรอธิบายว่า มีการบิดเบือนมติคณะมนตรีแห่งรัฐจีน (State Council Document No. 6) ปี 2016 ความจริงคือรัฐบาลจีนมีเป้าหมายเพื่อลดกำลังผลิตส่วนเกิน 100-150 ล้านตัน จึงได้สั่งกวาดล้าง “โรงงานเถื่อนทุกประเภท” (Ditiao Gang) ที่หลบเลี่ยงภาษีและไม่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการลดกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กในภาพรวม ซึ่งสำหรับกลุ่ม “โรงงานที่ทำถูกต้องตามมาตรฐาน” แต่ต้องถูกสั่งปิดเพื่อลดกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ทางการจีนก็ได้จ่ายเงินชดเชยให้จากการโดนผลกระทบ เขาไม่ได้สั่งแบนเจาะจงที่ตัวเทคโนโลยี IF ตามที่ถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อใช้เป็นข้ออ้างกีดกันทางการค้าเลย ปัจจุบันในระดับสากลและภาคอุตสาหกรรมจีนก็ยังคงใช้เตา IF ขั้นสูงร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็กกันอย่างแพร่หลาย
4. กติกาที่ไม่โปร่งใส รังแกคนทำตามกฎหมาย
จุดที่สะท้อนความไม่เป็นธรรมและสร้างความกังขาด้านธรรมาภิบาลที่สุดคือ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการวิชาการ (กว.84) ที่ตั้งขึ้นมาเร่งรัดแก้มาตรฐาน มีตัวแทนจากฝั่งอุตสาหกรรมคู่แข่งเข้าไปนั่งหลายท่าน แต่กลับ “ไม่มีตัวแทนจากสมาคมหรือผู้ประกอบการเตา IF เลยแม้แต่คนเดียว” มติกว.84 ทำการ vote 7:6 เสียง ให้จำกัดเรื่องเตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นที่ออกเสียงให้ยึดที่ process การผลิต ไม่ใช่เตาหลอม และไปชี้วัดที่ผลิตภัณฑ์ แถมในต่างประเทศเช่น อินเดีย ผู้ผลิตเหล็กเบอร์ 2 ของโลก

ปัจจุบันเหล็กจากเตา IF ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดมากกว่าร้อยละ 50 (ประมาณ 1.6 ล้านตันต่อปีจากความต้องการรวม 3 ล้านตัน) คุณอมรทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า ถ้าอุตสาหกรรมนี้โดนกติกาที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อกีดกันแบนออกไป ตลาดวัสดุก่อสร้าง 40,000-50,000 ล้านบาทจะเกิดการผูกขาดทันทีและราคาเหล็กจะพุ่งขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอน สุดท้ายคนที่ต้องรับเคราะห์ผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปอุ้มกลุ่มทุน ก็คือโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและประชาชนผู้บริโภคโดยตรง
สิ่งที่ทางสมาคมฯ ต้องการ มีเพียงแค่ขอให้สินค้าที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย 100% ได้แข่งขันอย่างเป็นธรรม และวัดกันที่คุณภาพปลายทางมากกว่าการถูกรังแกด้วยกติกาที่ไม่โปร่งใสแบบนี้