Kintone Thailand บริษัทในเครือไซโบสึ อิงค์ จากประเทศญี่ปุ่น ประกาศตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าองค์กรในไทยแตะ 1,000 รายภายในสิ้นปี พ.ศ. 2571 (ค.ศ. 2028) พร้อมเดินหน้าขยายทีมงานในประเทศบุกตลาดธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) เต็มสูบ ด้วยการเตรียมส่ง AI Agents ช่วยแก้โจทย์องค์กรที่ยังขาดทีม IT ให้สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัลได้เองแบบไม่ต้องพึ่งพาคนนอก แผนการเติบโตครั้งนี้สอดรับกับผลงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งฐานลูกค้าในไทยขยายตัวพุ่งสูงถึง 140% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของ ไซโบสึ อิงค์

ปูพรมวางรากฐานในไทยกว่าทศวรรษ

ไซโบสึ อิงค์ นำ Kintone เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ก่อนจะจัดตั้งสำนักงานประจำประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563 และยกระดับเป็นบริษัทลูกเต็มตัวในปี พ.ศ. 2567 หลังเห็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มเติม โดยปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มบริษัทไทยและกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และความนิยมที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ฐานลูกค้าในไทยปีนี้โตมากกว่า 140% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับทุกประเทศที่ ไซโบสึ อิงค์เข้าไปทำตลาด

นายน้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Kintone Thailand เปิดเผยว่า Kintone ใช้เวลากว่าทศวรรษในการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโต เราไม่ได้เข้ามาพร้อมผลิตภัณฑ์แล้วค่อยหาตลาด แต่เราใช้เวลาหลายปีในการทำความเข้าใจว่าธุรกิจในไทยทำงานกันอย่างไรก่อนจะจัดตั้งสำนักงานสาขาย่อยในประเทศไทย การวางรากฐานตั้งแต่แรก ทำให้เราเชื่อมั่นว่าเป้าหมายต่อไปในการขยายฐานลูกค้าองค์กรสู่ 1,000 ราย เป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง

การเติบโตดังกล่าว ส่งผลให้ Kintone Thailand เตรียมขยายทีมงานในประเทศมากกว่าสองเท่า โดยคาดว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็นราว 15 คนภายในสิ้นปี เพื่อรองรับการให้บริการหลังการขาย ไปพร้อมกับการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มด้วย

AI เสาหลักของการเติบโตใหม่

กลไกสำคัญที่จะช่วยดันเป้าหมายปี พ.ศ. 2571 ให้เป็นจริง คือการพัฒนา AI Agents เพื่อสนับสนุนการทำงานอัตโนมัติภายในองค์กร โดยวางแผนพัฒนาคุณสมบัติเด่น เช่น ระบบแปลภาษาแบบเรียลไทม์ที่รองรับภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงการสรุปรายงานสำหรับผู้บริหาร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดช่องว่างให้กับธุรกิจ SME ให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาฝ่ายไอที

ขณะเดียวกัน ตัวระบบยังออกแบบให้รัดกุมเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดย AI จะดึงเฉพาะข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลขององค์กรมาประมวลผลเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลความลับรั่วไหลออกสู่ภายนอก ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักที่ทำให้หลาย SME ยังลังเลที่จะนำ AI มาใช้

นายโยชิฮิสะ อาโอโนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไซโบสึ อิงค์ กล่าวเพิ่มว่า ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในระดับสูง หากองค์กรสามารถจัดระบบการทำงานให้เอื้อต่อการดึงศักยภาพของบุคลากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยจะสามารถสร้างโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล

การเติบโตของตลาดไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค โดยในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ทางไซโบสึ อิงค์ ได้ประกาศให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคสำคัญสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมระบุให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุด ทิศทางดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ในช่วงครึ่งปีแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ไซโบสึ อิงค์ มีรายได้รวมประมาณ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย Kintone กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้สูงสุดของกลุ่มบริษัท มีรายได้เพิ่มขึ้น 19.1% หรือราว 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ไซโบสึ อิงค์ ยังคงเป้าหมายรายได้จากการขายทั้งปีไว้ที่ 270.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน