ในอดีต ข่าวปลอมเคยเป็นแค่ข้อความที่ปั้นแต่งและภาพตัดต่อหยาบๆ แต่มาวันนี้ กลับมาในรูปคลิปที่ดูเหมือนถ่ายจากมือถือของคนในเหตุการณ์ และเสียงที่ฟังเหมือนบุคคลสำคัญพูดจริง Thai PBS Verify ตรวจพบคลิปอ้างว่าอิหร่านยิงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 เสียหายหนัก ซึ่งเป็นคลิปที่สร้างจาก AI และคลิปอ้างการชุมนุมต่อต้านทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมในฟิลิปปินส์ ซึ่งมียอดชมกว่า 480,000 ครั้งก่อนจะพบว่าสร้างจาก AI เช่นกัน คลิปแบบนี้อันตรายเพราะสมองของเราเชื่อสิ่งที่ “เห็นกับตา” ก่อนจะคิด และข่าวปลอมมักถูกออกแบบให้ปลุกอารมณ์จนเรากดแชร์ก่อนตรวจสอบ

ข่าวปลอมด้วย AI ไม่ได้มีแบบเดียว

ก่อนตรวจต้องแยกประเภทก่อน เพราะวิธีตรวจต่างกัน แบบแรกคือคลิปหรือเสียงที่ AI สร้างขึ้นทั้งชิ้น ไม่มีเหตุการณ์จริงอยู่เบื้องหลัง แบบที่สองคือของจริงที่ถูกดัดแปลง เช่น เปลี่ยนเสียงพากย์ ตัดประโยคจนความหมายกลับด้าน หรือสวมใบหน้าคนอื่นลงในคลิปเดิม แบบที่สามพบบ่อยกว่าที่คิดและไม่ต้องใช้ AI เลย คือของจริงที่ถูกนำมาใช้ผิดบริบท ศูนย์ตรวจสอบข้อมูลเท็จ เคยพบคลิปที่อ้างว่าเป็นภัยพิบัติบริเวณชายแดนเนปาล-จีน แต่แท้จริงเป็นคลิปโคลนถล่มในรัสเซียที่กลับภาพซ้ายขวา แล้วผสมกับคลิปดินถล่มในญี่ปุ่นเมื่อปี 2564 เมื่อเจอคลิปน่าตกใจ จึงควรถามสองข้อก่อนเสมอ คือ “เกิดขึ้นจริงไหม” และ “เกิดขึ้นตอนนี้ ที่นี่ จริงไหม”

ควรตรวจบริบทโดยรอบ ให้ถามก่อนว่าจริงไหม แล้วค่อยจับผิดภาพ

ด่านแรกที่ได้ผลที่สุดคือการเทียบคลิปกับบริบทในโลกความเป็นจริง ในกรณีคลิปอ้างว่าอิหร่านโจมตีเมืองในอิสราเอล โพสต์ถูกเผยแพร่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายประกาศหยุดยิงชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 9 และสถานการณ์ในเมืองกลับสู่ความสงบแล้ว ไม่มีขีปนาวุธตกตามที่คลิปอ้าง ให้ตรวจว่าวันเวลาสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงหรือไม่ มีสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือหน่วยงานทางการยืนยันหรือไม่ ใครเป็นผู้โพสต์ต้นทาง บัญชีนั้นเพิ่งสร้างหรือเคยโพสต์แต่เรื่องปลุกกระแสหรือไม่ มีคลิปมุมอื่นของเหตุการณ์เดียวกันหรือไม่ เหตุการณ์ใหญ่จริงมักมีหลายมุมจากหลายคน ส่วนคลิปปลอมมักโผล่มาชิ้นเดียวและดูสมบูรณ์เกินไป เมื่อตรวจบริบทแล้วจึงดูตัวคลิป ให้จับภาพเฟรมสำคัญไปค้นรูปย้อนกลับหาต้นฉบับ สังเกตวัตถุที่ผิดธรรมชาติ ป้ายหรือตัวอักษรในฉากที่อ่านไม่ออก ฝูงชนที่หน้าเหมือนกันหรือเคลื่อนไหวซ้ำ เงาและแสงที่ไม่สัมพันธ์กัน และคลิปสั้นที่ตัดภาพเร็วเพื่อไม่ให้มองนาน ส่วนเสียงตรวจยากกว่าเพราะไม่มีภาพช่วย ให้ระวังเสียง “หลุด” ที่ไม่ทราบที่มา จังหวะพูดที่เรียบเกินไป ไม่มีเสียงแวดล้อม และควรหาคลิปต้นฉบับฉบับเต็มของบุคคลนั้นมาเทียบ แต่อย่าฝากความหวังไว้กับจุดตำหนิหรือเครื่องมือตรวจจับอย่างเดียว โดย Thai PBS Verify ได้มีการสรุปบทเรียนปี 2568 ว่า AI เก่งขึ้นจนเครื่องมือตรวจที่สร้างมานานเริ่มตามเทคโนโลยีใหม่ไม่ทัน ในกรณีข้างต้นผู้ตรวจสอบจึงใช้ผลจาก Hive Moderation (เครื่องมือตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหาบนโลกออนไลน์) ซึ่งระบุโอกาสถูกสร้างจาก AI สูงถึง 99.1% เป็นเพียงหลักฐานหนึ่งชิ้น ควบคู่กับการเทียบลำดับเหตุการณ์จริง ส่วนลายน้ำและข้อมูลยืนยันที่มาอย่าง Content Credentials หรือ SynthID (เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา และสร้างความโปร่งใสให้กับสื่อดิจิทัล เพื่อช่วยแยกแยะว่าภาพ วิดีโอ หรือเสียงชิ้นนั้นสร้างหรือแก้ไขโดยมนุษย์หรือปัญญาประดิษฐ์) ถ้าตรวจเจอจะมีน้ำหนักมาก แต่ถ้าตรวจไม่เจอก็ไม่ได้แปลว่าจริง เพราะข้อมูลเหล่านี้หายได้ง่ายเมื่อไฟล์ถูกบีบอัดซ้ำหรือแคปหน้าจอ

เพราะที่สุดแล้ว ข่าวปลอมกระจายไว แต่ข่าวจริงกระจายช้า

โดยธรรมชาติแล้ว คนมักเห็นข่าวปลอมมากกว่า เพราะถูกแชร์ต่อกันจำนวนมากในเวลาสั้น ผู้ปล่อยคลิปปลอมจึงชนะไปตั้งแต่ก่อนจะมีใครตรวจ ทุกคนจึงมีบทบาทในการหยุดมัน ก่อนกดแชร์ให้หยุดสักนาทีเมื่อรู้สึกโกรธ กลัว หรือสะใจรุนแรง เพราะอารมณ์นั้นคือสิ่งที่ผู้สร้างต้องการ โประระวังข้อความอย่าง “แชร์ด่วน” “สื่อไม่กล้าเสนอ” หรือ “ลบก่อนโดนปิด” และถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ตรวจสอบกับช่องทางเช็กข้อมูลของหน่วยงานรัฐ อาทิ เว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ในช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม หรือ Thai PBS Verify หรือรอสักนิด เพื่อให้สื่อหลักยืนยันต้นทางข่าวนั้นก่อน เพราะการไม่แชร์ต่อก็เป็นการช่วยหยุดข่าวปลอมแล้ว

อย่าให้ความหวาดกลัว ทำให้เราปักใจเชื่อว่าอะไรก็ปลอม

อีกด้านของปัญหาคือ เมื่อสังคมรู้ว่ามี AI ที่ปลอมได้เนียน ผู้ที่ถูกเปิดโปงด้วยหลักฐานจริงก็อาจอ้างว่า “นั่นคือ AI” เพื่อปัดความรับผิดชอบ ซึ่งนักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า (liar’s dividend นั่นคือการมีอยู่ของเทคโนโลยีปลอมแปลงข้อมูล เช่น Deepfake หรือข่าวปลอม เปิดช่องให้คนทำผิดใช้วิธีปฏิเสธความจริง โดยอ้างว่าหลักฐานหรือวิดีโอที่เป็นของจริงนั้น เป็นของปลอมหรือถูกตัดต่อ) ซึ่งนั่นอาจเท่ากับว่า การไม่เชื่ออะไรเลยจึงเป็นกับดักเช่นเดียวกับการเชื่อทุกอย่าง ทางออกในเรื่องนี้คือการชั่งน้ำหนักจากหลักฐานหลายทางประกอบกัน ทั้งแหล่งที่มา มุมกล้องอื่น บันทึกเหตุการณ์ และคำยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง ในโลกที่ภาพและเสียงปลอมได้ ความน่าเชื่อถือจึงต้องย้ายจาก “สิ่งที่เห็น” ไปสู่ “สิ่งที่ตรวจสอบได้”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน