“หากไม่เป็นข่าว ก็แทบไม่มีใครตระหนักว่า ผักผลไม้และอาหารต่างๆ ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด”
ปัจจุบัน กระแสคัดค้านการใช้สารเคมีทางการเกษตร ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ผู้บริโภคส่วนหนึ่งได้หันมาเลือกซื้ออาหารออร์แกนิกหรืออาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์ เพราะเป็นห่วงเรื่องพิษภัยจากสารเคมีการเกษตรที่ตกค้างปนเปื้อนในผลผลิตอาหารที่ผลิตจากระบบเกษตรทั่วไป ซึ่งไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำหรือทำลายด้วยความร้อนจากการหุงต้ม
ส่วนเกษตรกรก็ไม่ได้ตระหนักถึงการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างถูกต้อง และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถกำกับและควบคุมการใช้สารเคมีของเกษตรกรได้ สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดสามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อระบบนิเวศน์และห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ยังมีหลักฐานงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากบ่งชี้ว่าสารเคมีเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคต่างๆ อาทิ มะเร็ง โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคเกี่ยวกับระบบประสาท และพัฒนาการสมองของเด็ก

แม้ว่าหน่วยงานราชการจะได้พยายามควบคุมการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัย โดยการออกมาตรการต่างๆ แต่เนื่องจากการควบคุมตรวจตราที่ยังมีช่องโหว่ ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่วางขายอยู่ทั่วไป ยังมีปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีการเกษตรอยู่มาก ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเร่งการเจริญเติบโต โดยข้อมูลในปี 2560 พบว่าประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีทั้งสามชนิดเพื่อใช้ในเกษตรกรรมรวมกันเฉลี่ยปีละกว่า 7 หมื่นตัน แบ่งเป็น พาราควอต กว่า 30,000 ตัน ไกลโฟเสต ประมาณ 35,000 ตัน และ คลอร์ไพริฟอส ประมาณ 2,000 ตัน
ที่ผ่านมา สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มสารเคมีประเภทที่ 3 ที่มีการจำกัดปริมาณการใช้ในระบบปิดและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรรม แต่สำหรับการเกษตรซึ่งเป็นระบบเปิด กลับมีการใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างไม่จำกัด ทั้งยังไม่มีการควบคุมกำกับดูแลจากหน่วยงานใด จึงมีความพยายามให้แก้ไขบัญชีสารเคมีนี้ จากเดิมที่เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ให้เป็นประเภทที่ 4 ที่ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งควบคุมห้ามไม่ให้ประกอบกิจการใดๆ เพราะสารดังกล่าวอาจตกค้างและก่อให้ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากการติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติประกอบกับการวิเคราะห์โดยเครือข่ายเตือนภัยสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชและนักวิชาการที่ติดตามปัญหาดังกล่าวพบว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 “ไม่ยกเลิก” การใช้และนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต นั้น มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ออกมา ถือว่าไม่สอดคล้องกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในเรื่องเกษตรและอาหารปลอดภัย รวมถึงหลักการ “ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ” (Health in All Policies : HiAP) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงจะขับเคลื่อนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เป็นอันตรายต่อไป โดยเฉพาะพาราควอต ที่ขณะนี้กว่า 50 ประเทศไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว
โดย สช. จะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและสนับสนุนให้ ลด ละ เลิก การใช้พาราควอต รวมถึงสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัดและเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีวาระจังหวัด สอดคล้องกับแนวทางเกษตรและอาหารปลอดภัย อาทิ 20 จังหวัดภาคอีสาน เช่น หนองบัวลำภู ยโสธร อำนาจเจริญ รวมถึงจังหวัดในภาคอื่นๆ อาทิ ฉะเชิงเทรา สตูล กำแพงเพชร เป็นต้น พร้อมผลักดันธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่ซึ่งได้รับการตอบสนองจากผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างดี
“เราคงต้องหันกลับมาสู่แนวทางการจัดการตนเองเพื่อป้องกันผลกระทบจากนโยบายสารเคมีเกษตร เช่น รณรงค์ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ขณะที่ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพเอง สุดท้ายสังคมอาจเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงมติและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต”

จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนการนำเข้า และการรายงานชนิดสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักผลไม้ทั้งในประเทศและส่งออก พบรายชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรกว่า 400 ชนิด และเป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่อันตรายร้ายแรง 155 ชนิด ดังนั้น สช.และภาคีที่ร่วมขับเคลื่อนมติเกษตรและอาหารปลอดภัยจึงเห็นสมควรที่จะให้มี พระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยจากการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยแยกต่างหากจาก พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย เพื่อให้การควบคุมสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร และผู้ใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรอื่นๆ รวมถึงผู้บริโภคให้ได้บริโภคอาหารและอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ตลอดจนเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยกำหนดหลักเกณฑ์จำเพาะเจาะจงถึงการควบคุม และกำกับดูแลการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
http://www.thaipan.org/
http://landactionthai.org/land
https://noticiassin.com/