“รถตู้” จัดเป็นอีกหนึ่งยานพาหนะที่สำคัญและจำเป็นต่อเมืองไทยมากที่สุดแบบหนึ่ง เพราะ นอกจากจะช่วยขนส่งผู้คนได้ครั้งละมาก ๆ แล้ว รถตู้ยังเพิ่มความสะดวกในการเดินทางไปยังพื้นที่ที่รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ยังเข้าไม่ถึงอีกด้วย แต่เช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วไป รถตู้เองก็มีพรบ. รถตู้ ราคาแตกต่างกันไปตามการใช้งานเช่นเดียวกัน ซึ่งในวันนี้ หากใครเป็นมือใหม่ในวงการรถตู้ แล้วยังไม่รู้ว่า พรบ.รถตู้ราคาเท่าไหร่ มีรายละเอียดและแตกต่างจากรถยนต์อื่น ๆ อย่างไร วันนี้เรารวบรวมทุกคำตอบของเรื่องที่อยากรู้มาฝาก แต่จะเป็นยังไงบ้าง มาดูรายละเอียดไปพร้อมกันเลย!
เข้าใจพ.ร.บ.กันก่อน
แต่ก่อนที่จะไปดูว่าพรบ. รถตู้ราคาเท่าไหร่นั้น เรามาแวะทำความเข้าใจสั้น ๆ กันก่อนดีกว่าว่า จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. นั้นคืออะไรกันแน่ ซึ่งหากใครเป็นเจ้าของรถยนต์และขับขี่อยู่เป็นประจำนั้นคงจะรู้ดีอยู่แล้วว่า พ.ร.บ. คืออะไร แต่สำหรับมือใหม่ในวงการรถยนต์นั้น พ.ร.บ. หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถถือเป็นกฎหมายที่บังคับให้เจ้าของรถยนต์ทุกคนนำรถของตัวเองมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งการมีพ.ร.บ. นั้นจะช่วยให้เราได้รับการคุ้มครอง รวมถึงได้เงินค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ นั่นเอง นอกจากนี้ พ.ร.บ. ยังถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยดำเนินการเรื่องภาษีอีกด้วย ซึ่งหากมองโดยรวมแล้ว ไม่จะเป็นพ.ร.บ. รถยนต์ หรือ พรบ. รถตู้ราคาต่าง ๆ หากมีพ.ร.บ. คอยคุ้มครองอยู่ก็เหมือนกับการมีประกันเบื้องต้นไว้ติดตัวนั่นเอง
ต่อพรบ. รถตู้ ราคาเท่าไหร่?
เช่นเดียวกับรถยนต์ประเภทอื่น ๆ พรบ. รถตู้นั้นจะมีราคาที่แตกต่างกันออกไปตามปีรถยนต์ ยี่ห้อ กำลังเครื่อง รวมถึงจำนวนที่นั่งภายในรถตู้นั้น ๆ อีกทั้งยังมีค่าภาษีและอากรแสตมป์ที่แตกต่างกันไปตามนโยบาย และประกาศจากรัฐอีกเช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พรบ. รถตู้จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 1,100 บาท โดยไม่รวมภาษีและอากรแสตมป์ ดังนั้น หากต้องการจะต่อพรบ. เมื่อไหร่ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากรัฐ และเช็กราคาล่าสุดก่อนต่อทุกครั้งด้วยนะ
หากมี พ.ร.บ. แล้ว จำเป็นต้องซื้อประกันเพิ่มไหม?
พ.ร.บ. ถือเป็นการประกันภัยภาคบังคับที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนต้องทำ แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้น พ.ร.บ. นั้นมีการคุ้มครองพื้นฐานที่อาจไม่ครอบคลุมกรณีต่าง ๆ เช่น ความเสียหายของรถยนต์เวลาเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น ดังนั้น หากใครพอมีกำลังทรัพย์และต้องการคุ้มครองความปลอดภัยในระหว่างขับขี่ นอกจากจะทำพรบ. รถตู้ราคาที่ตรงกับรถยนต์แล้ว การทำประกันรถยนต์เพิ่มเติมก็อาจช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยประกันรถยนต์นั้นสามารถเลือกทำได้ตั้งแต่ชั้น 1 ไปจนถึงชั้น 3 ซึ่งแต่ละชั้นก็จะมีการคุ้มครอง และราคาที่ต่างกันออกไป ซึ่งเจ้าของรถยนต์สามารถเลือกทำตามความต้องการได้ในทันที