ผอ.รมน.เร่งสร้างกระบวนการให้ความรู้ตามแผนควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุล กับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยจากโควิด19

พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ปัจจุบันมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลง​ ประกอบกับผู้หายป่วยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการและประสานความร่วมมือของเจ้าหน้าที่อาสามัครและประชาชนทุกภาคส่วน ในการร่วมกันให้ความช่วยเหลือและป้องกันโรคแก่ประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. จึงมอบหมายให้ กอ.รมน. โดย กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด รวมทั้งเครือข่ายมวลชนของ กอ.รมน.ในพื้นที่ทั่วประเทศร่วมให้การสนับสนุน ส่วนราชการในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจถึงนโยบายการดูแลการแก้ปัญหาโควิค 19​ สร้างกระบวนการการรับรู้อย่างเข้าใจและทั่วถึง สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่ายให้กับประชาชนดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับโรคโควิด – 19​ อย่างปลอดภัย ตามแผนการควบคุมโรคแนวใหม่ที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัย จากโรคโควิด – 19 (Smart Control and Living with COVID-19) โดยมีมาตรการ 10​ ข้อ

1. การยกระดับมาตรการป้องกันส่วนบุคคล (D-M-H-T-T-A) เป็นมาตรการการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention for Covid – 19) กล่าวคือ การต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างระมัดระวังตัวเอง อย่างสูงสุด โดยคิดเสมือนว่าผู้คนรอบข้างมีโอกาสเป็นผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น ได้แก่ การออกจากบ้านเมื่อจำเป็น, เว้นระยะห่าง, สวมหน้ากากอนามัยทับด้วยหน้ากากผ้า, ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัย, ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้มีโรคเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน, ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ, แยกของใช้ส่วนตัว, ทานอาหารที่ร้อนและปรุงสุกใหม่, หากสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรตรวจด้วยชุด (ATK) ด้วยตนเอง หรือไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

2. ทุกคนต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุสูงและผู้ที่มีกลุ่มเสี่ยงโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค

3. ประชาชนทุกคนควรจะต้องดำเนินการตรวจโควิคด้วยตนเอง โดยใช้ชุดตรวจ (ATK – Antigen Test Kit) ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้ง่ายและราคาถูก และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะนำชุดตรวจโควิค มาแจกจ่ายให้กับประชาชนจำนวน 8.5 ล้านโดส ในห้วงเดือน ก.ย.2564

4. การสร้างความรู้ความเข้าใจกับโรงงาน สถานประกอบการและแคมป์ก่อสร้าง ให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ ทั้งนี้หากเกิดการแพร่ระบาด สามารถให้เกิดขึ้นในวงจำกัด และมีมาตรการดูแลอย่างครบวงจรตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การแยกกัก และการรักษาผู้ป่วย

5. การสร้างความรู้ความเข้าใจ การจัดการสภาพแวดล้อมของพื้นที่ ที่มีชุมชนแออัดอาจจะทำให้เป็นแหล่งการแพร่ระบาดและเกิดผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก(คลัสเตอร์) ด้วยวิธีการคัดกรองการตรวจด้วยชุดตรวจโควิคด้วยตนเอง พร้อมจัดสภาพแวดล้อมและมาตรการอย่างเข้มงวด และมีการตรวจคัดกรองเป็นประจำเพื่อหยุดการแพร่ระบาด

6. การใช้องค์ความรู้ถึงการจัดสภาพแวดล้อมของกิจการที่มีความเสี่ยงให้ปราศจากโควิด-19 (Covid-Free Setting) โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ

– สภาพแวดล้อมปราศจากโควิด – 19 Covid-Free Environment เช่น ระบบระบายอากาศ, การจัดสถานที่ไม่ให้มีการแออัด

– พนักงานปราศจากโควิด Covid-Free Personnel เช่น การเข้าถึงวัคซีน และการตรวจจากชุดตรวจโควิคด้วยตนเอง (ATK)

– ลูกค้าปราศจากโควิค – ๑๙ Covid-Free Customer เช่น การแสดงผลฉีดวัคซีน หรือผลการตรวจจากชุดตรวจโควิดด้วยตัวเอง (ATK)

7. การจัดสถานที่การทำงานไม่ให้แออัดและการเดินทางที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงการคัดกรองโรคด้วยชุดตรวจ (ATK) ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเป็นจำนวนมาก สามารถป้องกันการแพร่ระบาดในสถานที่ทำงาน และป้องกันการติดเชื้อไปยังครอบครัว ซึ่งจะทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีโรคประจำตัว และเด็กที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

8. การให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรม สถานที่ และบริการสาธารณะต่างๆ ภายในมาตรการ 3C คือ การไม่จัดให้เกิดพื้นที่เสี่ยง ๓ ประการได้แก่ “แออัด – ใกล้ชิด – ปิดอับ” (Crowded Places Close-Contact Setting, Confined & Enclosed Spaces) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูง

9. การให้ความสำคัญในการจัดบริการควบคุมโรคเชิงรุก การเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่และชุมชนระบาด ด้วยวิธีการใช้หน่วยเคลื่อนที่ค้นหาเชิงรุก CCRT (Comprehensive COVID-19 Response Team) ทั้งการตรวจคัดกรอง การนำผู้ป่วยออกมารักษา การฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกับผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง

10. การใช้ชุดตรวจโควิคด้วยตนเอง (ATK) ด้วยการตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้รับทราบผลการตรวจอย่างรวดเร็ว สามารถแยกผู้ป่วยและผู้ที่มีความเสี่ยงได้ทันที ซึ่งจะทำการรักษาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการสร้างระบบแยกกับที่บ้านและที่ชุมชน (Home Isolation & Community Isolation) กรณีที่ผู้ป่วย ที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักพอปานกลาง สามารถเข้ารับการตรวจได้รวดเร็วขึ้น บรรเทาภาระของการครองเตียง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสรักษาหายเป็นปกติได้เร็วยิ่งขึ้น

พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเลขาธิการ กอ.รมน.ในฐานะ ผอ.ศรมน.ได้กำชับให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัดให้ความสำคัญเร่งด่วนตามนโยบายของ นรม./ผอ.รมน. ใช้ทรัพยากรและเครื่องมือสื่อสารกระจายอย่างทั่วถึงในพื้นที่ ผ่านผู้นำชุมชน สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนมีการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ซึ่งถือว่าจะเป็นการลดยอดของผู้ติดเชื้อลงได้ โดยขอให้ประชาชนได้ติดตามประกาศและปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้นำหลักการและแนวคิดการควบคุมโรคแนวใหม่ฯ ไปปรับใช้กับองค์กร ชุมชน และครอบครัว เพื่อจะส่งผลให้โรคติดต่อร้ายแรงนี้ได้หายไปจากประเทศ และคนในชาติจะกลับมาใช้ชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างปกติสุขต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน