นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าถึงการ Change for Good ว่าเหมือนเป็นการปลุกเร้าครั้งใหญ่ ให้คนในกระทรวงมหาดไทย ได้คิดว่า การเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ “คนมหาดไทย” ด้วยภารกิจที่มีอยู่มากมาย ทำให้ต้องมีจิตใจที่ไม่หยุดนิ่ง ในการที่จะทำหน้าที่ประจำ และหน้าที่ที่ได้รับการมอบหมายงานจากรัฐบาล ภายใต้ความคาดหวังหรือความต้องการจากพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องช่วยกันในการพัฒนางานต่าง ๆ โดยมีจิตใจมุ่งมั่น มีความทุ่มเท อุทิศตน เหมือนกับที่มีอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราต้องเป็นดุดดั่งเทียนไขละลายตน” เพื่อจะให้แสงสว่าง
สิ่งที่เราเดินหน้าทำในช่วงที่ผ่านมา คือการเชิญชวน บุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่คนที่มีใจ มารวมตัวกันเป็นกลุ่ม Change for Good เพื่อช่วยกันระดมสมองในการทำงาน ให้พวกเขาได้มีการพูดคุย เสนอแนะให้ผู้บังคับบัญชาทั้งในระดับกระทรวง กรมและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการตามความคิดหรือสิ่งที่อยากจะทำ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนกับประเทศชาติโดยรวมได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการจัดโปรแกรมต่าง ๆ กระทรวงมหาดไทยได้รับ ความช่วยเหลือจาก ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล กับ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ อาจารย์ประจำ จากคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้ามาช่วยออกแบบกิจกรรมวางโปรแกรมฝึกอบรมละลายพฤติกรรมแล้วก็มีการคัดเลือกคนในไปตัวด้วย ว่าคนไหนที่มีอุดมการณ์ ช่วยกันคิด พัฒนางาน เสนอแนะ เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ขายฝัน เพื่อ Change for Good ให้กับหน่วยงานและประเทศชาติได้ โดยข้อเสนอแนะหรือสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดี แม้วันนี้คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงแต่เขามีใจที่คิดจะทำ งแล้วก็นำเสนอสิ่งที่ตัวเองอยากให้เกิด เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเอาไปผลักดันต่อ ซึ่งตอนนี้ก็มีการรวมกลุ่มกัน และพยายามให้เกิดผลสำเร็จ ผมเองอยากสร้างให้เป็นวัฒนธรรมของคนมหาดไทย คือ คนรุ่นใหม่ต้องกล้าคิดกล้าเสนอแนะ ผู้ใหญ่ก็ใจกว้างในการที่จะรับฟังพิจารณาข้อเสนอของคนรุ่นใหม่ในการที่จะนำไปปรับใช้ ตรงนี้จึงเป็นเหมือนโอกาสที่เราอยากให้เกิดขึ้น

อีกส่วนที่ตั้งเป้าหมายเพื่อChange for Good ซึ่งจะเป็นภารกิจหลักในวาระครบรอบการก่อตั้ง 130 ปีกระทรวงมหาดไทยด้วย คือ การนำนโยบายของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะจัดการปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชน โดยทางรัฐบาลได้จัดตั้ง ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคน ทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นนโยบายที่ตรงกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทยหรือเป้าหมาย Core value คือ การบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยมีโอกาสรับผิดชอบ ในการทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ของกระทรวงมหาดไทย พร้อมให้บูรณาการทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการร่วมกันอีกด้วย

ในการทำงานพื้นที่ คนมหาดไทยก็เปรียบเหมือนผู้แทนของรัฐบาล ในการเป็นผู้นำ ข้าราชการ-พนักงานรัฐวิสาหกิจของทุกหน่วยงาน ผนวกกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในแต่ละจังหวัดแต่ละอำเภอ เพราะฉะนั้นบทบาทที่สำคัญยิ่งของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ในปีที่กระทรวงมหาดไทยครบ 130 ปี เรามีเป้าหมายในการทำสิ่งที่ดี ๆ ทำงานที่ชัดเจนและง่ายขึ้น ต่อบ้านเกิดของเรา ต่อพี่น้องประชาชน สิ่งนี้จะถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เป็นต้นไป
นอกจากนี้ กรอบในการทำงาน มีเป้าหมายที่สำคัญว่า คนที่ยากจนหรือมีปัญหา ใน 5 มิติ (จากการสำรวจปัจจุบันมีมากกว่าล้านครัวเรือน) เราจะดูครอบคลุมทุกปัญหาหลัก มิติแรกคือเรื่องของรายได้ หรือ การแก้จน, มิติการศึกษา คือ ผู้ที่ขาดโอกาส ไม่ได้รับการศึกษา , มิติในเรื่องที่อยู่อาศัย ใครไม่มีที่อยู่อาศัยเราก็ต้องมีข้อมูลตรงนั้น , มิติในเรื่องสุขภาพ คือ มีการเจ็บไข้ได้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยติดเตียงหรือไม่มีคนดูแล และมิติสุดท้าย คือ เรื่องอาชีพ ใครไม่มีงาน ตกงานหรือว่างงาน เราก็มีเป้าหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อย่างไรก็ดี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) เน้นย้ำให้คนมหาดไทยทำคู่ขนานกันอยู่ และภายในต้นเดือนมีนาคมก็จะระดมกำลังสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ โดยจะมีการพูดคุยกันระดับนายอำเภอของทุกภาคส่วน 878 อำเภอ ที่จะต้องไปเป็นแม่ทัพในการช่วยกันแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน และทางอธิบดีกรมการปกครองได้ให้ทีมงาน ปรับปรุงแอพพลิเคชั่น Thai QM (Q ย่อมาจาก Quarantine , M ย่อมาจาก Monitor) ที่พัฒนาขึ้นมาไว้สำหรับดูความเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สามารถพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันในการสำรวจได้หาครัวเรือน ที่มีปัญหาได้
ล่าสุดจากการหารือร่วมกัน สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้สำเร็จ หลังจากนั้น เรามีเป้าหมาย-ข้อสรุปร่วมกันว่า เราจะถือโอกาสรีเอกซเรย์สำรวจพื้นที่ ทำคู่ขนานกันไป โดยชี้เป้าว่าให้นิยามของคำว่าความยากจน ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ขอให้ช่วยกันคิดว่าความเดือดร้อนที่คนไทยเรามีอยู่ ว่าจะมีเรื่องอะไรบ้างเพื่อเอาไปใส่ในแอปพลิเคชัน และเวลาลงไปสำรวจพื้นที่ที่สามารถกดได้เลยไม่ต้องคีย์ข้อมูลใหม่ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ เช่น เดิมปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ เรื่องของคนไม่มีบ้านเลขที่ บางคนมีที่อยู่อาศัยได้ไม่มีบ้านเลขที่ ทำให้พวกเขาเสียโอกาสหลายอย่าง ตลอดจนปัญหาหนี้นอกระบบ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกฉ้อโกง กระทั่งปัญหามีลูกหลานติดยาเสพติด เราจะค้นหารีเอกซเรย์ให้ครอบคลุมทุกมิติ นำเอาทุกเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน มา เราก็มั่นใจว่าจะทำได้ครบ โดยให้นายอำเภอช่วยกันออกแรง อสม. หรือมวลชนในพื้นที่ ร่วมมือช่วยกันไปสำรวจตรวจสอบ พอได้ข้อมูลเหล่านี้มาก็นำไปสู่กระบวนการ โครงการจำแนกแยกแยะ และวางแผนให้ความช่วยเหลือ โดย ให้นายอำเภอ ตั้งทีมพี่เลี้ยง ดูแลปัญหาแต่ละประเภท เพื่อที่จะทำงานได้คล่องตัว และให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว จุดนี้จะเป็นจุดที่ตรงเป้าหมาย Change for Good ทางท่าน มท.1 ได้ให้กรอบเวลามาแล้ว ว่าทั้งประเทศต้องทำให้เสร็จให้ได้ภายใน 7 เดือน
จากภารกิจทั้งหมดนี้เอง ถือว่าเป็นงานที่ท้าทาย และเป็นภารกิจสำคัญที่จะทำให้ กระทรวงมหาดไทยก้าวย่างขึ้นสู่ปีที่ 131 ด้วยความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติประวัติของทุกคนในฐานะข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตั้งใจเข้ามารับใช้ประเทศชาติ ประชาชน มีโอกาสช่วยกันตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น
