นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ชาติไทยดำรงการรักษาเอกราช อธิปไตย ด้วยการเสียสละเลือดเนื้อของคนในชาติร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่
ภายใต้การนำของบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ด้วยความ กล้าหาญ เสียสละของบรรพบุรุษและทหารกล้า จนเรามีผืนธงชาติ ภาษาและความมั่นคงดำรงอยู่ได้จนมาถึงวันนี้ กิจการด้านการทหารของประเทศไทย มีการพัฒนาสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน
จนเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนากรมยุทธนาธิการขึ้นที่โรงทหารหน้า ตามพระราชประสงค์ที่จะบริหารกิจการด้านการทหารให้มีรูปแบบเป็นสากล ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
จึงนับเป็นก้าวแรกแห่งการพัฒนากิจการทหารไทยที่ทันสมัย และได้ถือเอาวันที่ 8 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมมีการจัดโครงสร้างและแบ่งส่วนราชการได้ ดังนี้
สำนักงานรัฐมนตรี มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองของรัฐมนตรีและกำกับดูแลสำนักงานจเรทหารทั่วไปสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่เกี่ยวกับงานนโยบายและยุทธศาสตร์ งานราชการประจำของกระทรวงกองทัพไทย มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
โดยการเตรียมกำลังทหารในการป้องกันราชอาณาจักร และใช้กำลังทหาร ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานในการกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในปีพุทธศักราช 2565 กระทรวงกลาโหม มีนโยบายเร่งด่วน
เพื่อสานต่อแนวทาง การขับเคลื่อนประเทศภายใต้นโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ของรัฐบาล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพและการ บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนให้เตรียมความพร้อมในมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในระยะยาวเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม อันประกอบด้วย
การเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศ โดยให้ความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดในการพิทักษ์รักษา ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มขีดความสามารถ สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน การจัดทำแผนรองรับยุทธศาสตร์ชาติ ดำรงความร่วมมือกับ มิตรประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ดำเนินกิจกรรมความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ดำรงการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพโดยยึดหลักการป้องตนเอง และใช้การปฏิบัติการร่วมเป็นหลัก
การปฏิรูปกองทัพและการส่งเสริมการบริหารงาน โดยปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้มีขนาดที่เหมาะสมกับภัยคุกคามทุกมิติและทุกระดับ ปรับลดกำลังพลควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและ ขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย พัฒนาการศึกษาของกำลังพลทุกระดับ มุ่งเน้นการปฏิบัติงานได้จริงตามตำแหน่งหน้าที่ บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานข่าวกรอง เชื่อมโยงระบบภูมิสารสนเทศด้านการข่าวให้มีความทันสมัย โดยพัฒนาระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
ด้านยุทโธปกรณ์ให้ตรงตามความต้องการของกองทัพ เสริมสร้างความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองและส่งออกเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้เพิ่มศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถการปฏิบัติการ ด้านไซเบอร์ ตลอดจนพัฒนาระบบงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้มีธรรมาภิบาล โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน
การสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติด้วยการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สนับสนุนการดำเนินการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) รวมไปถึงบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการในการบริหารจัดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
กระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอุดมการณ์ที่จะพิทักษ์ รักษาและธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พัฒนาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามในทุกมิติทุกรูปแบบ และพร้อมเป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความเจริญ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป “กลาโหมเทิดราชา รักษ์ราษฎร ชาติมั่นคง”