บริบทสังคมยุคปัจจุบัน เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้คนเลือกแนวทางการใช้ชีวิตที่สะดวก รวดเร็ว โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นลักษณะอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูปมากขึ้น อาทิ อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารบรรจุกระป๋อง รวมถึงกลุ่มขนมขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาหารกลุ่มนี้ล้วนผ่านกรรมวิธีการจัดเตรียม ปรุงรส กลิ่น ปรับเปลี่ยนรูปร่าง บรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ง่ายต่อการกินและเก็บรักษา

หากรับประทานอาหารแปรรูปมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดสารอาหาร เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ หรืออาจส่งผลต่อการเกิดโรคกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เป็นต้น ที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งหากดูจากรายงานผลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องปริมาณการบริโภคเกลือโซเดียมของคนไทยปี 2563 พบว่า คนไทยรับประทานโซเดียมมากถึงวันละ 3,636 มิลลิกรัม

เพื่อเป็นการรณรงค์และขับเคลื่อนให้คนไทยหันมาบริโภคเกลือโซเดียมในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่สูงเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัม ตามคำแนะนำของ WHO สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงจับมือกับ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ WHO เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ลดการบริโภคเกลือโซเดียม ในประเทศไทย วางเป้าหมายคนไทยต้องลดการบริโภคโซเดียม 30% หรือไม่เกิน 700-800 มิลลิกรัมต่อมื้อ ภายในปี 2568

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. พูดถึงเรื่องนี้ว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในคนไทย เป็นภารกิจที่ สสส. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผ่านการสื่อสารและรณรงค์กับประชาชนให้รับรู้ ตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภคเค็มในปริมาณที่มากเกินความพอดี โดยเฉพาะจากกลุ่มอาหารแปรรูป ผู้บริโภคควรดูฉลากโภชนาการข้างผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ

นอกจากการขับเคลื่อนไปถึงประชาชนโดยตรงแล้ว ทพญ.จันทนา ให้ข้อมูลเพิ่มด้วยว่า สสส. และภาคีเครือข่าย ยังมีการผลักดันในรูปแบบนโยบายที่ไม่กระทบต่อผู้บริโภค แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด อาทิ ผลักดันให้เกิดมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อลดโรค NCDs, สนับสนุนยุทธศาสตร์การลดบริโภคเกลือ ให้ต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัม ในปี 2568, พัฒนาสารทดแทนความเค็ม, พัฒนาต้นแบบอาหารลดโซเดียม, นวัตกรรมเครื่องตรวจวัดความเค็ม, ระบบฐานข้อมูลในอาหาร และ การผลักดันมาตรการด้านภาษีโซเดียม เพื่อให้ผู้ผลิตมีการปรับปรุงสูตรและลดปริมาณโซเดียม

อีกทั้งยังมีการขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ ลดเค็ม ลดโรค และ ลดเค็ม ครึ่งหนึ่ง คนไทยห่างไกลโรค ที่ต้องการให้ประชาชนเกิดการรับรู้ และเกิดความเข้าใจในวงกว้าง เรื่องการบริโภคโซเดียม โดยแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. และภาคีเครือข่าย ทำงานร่วมกับกลุ่มร้านอาหารสตรีทฟู้ด ร้านอาหารในโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย นักเรียนและประชาชนทั่วไป

“การขับเคลื่อนเรื่องการลดบริโภคเค็มในคนไทย ไม่เพียงต้องการให้เกิดเป็นมาตรฐานการบริโภคที่ปลอดภัยเท่านั้น หากยังเป็นหนึ่งในแรงผลักดันที่จะช่วยให้คนไทยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกลุ่ม NCDs โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้ถึง 20% และอัตราการตายได้ 5-7%” ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ย้ำ

ด้าน พญ.โอลิเวียร์ ไนเวรัส แพทย์ด้านโรคไม่ติดต่อ WHO ประจำประเทศไทย บอกถึงเป้าหมายลดการบริโภคโซเดียมให้ได้ 30% ภายใน 2568 ว่า WHO กำหนดมาตรการลดการบริโภคเกลือโซเดียม สำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย 4 ข้อ คือ ต้องปรับสูตรอาหาร ลดโซเดียมแบบบังคับ พร้อมพัฒนาเมนูลดโซเดียม, มีนโยบายการจัดซื้ออาหารโซเดียมต่ำในองค์กร, ติดฉลากคำเตือนหน้าบรรจุภัณฑ์ ระบุปริมาณโดยสัญลักษณ์สีอย่างชัดเจน และ สื่อสารรณรงค์ลดการบริโภคโซเดียม

อีกหนึ่งภาคีเครือข่ายที่ร่วมโครงการนี้ อย่าง รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เสริมว่า โรคติดต่อไม่เรื้อรังในกลุ่มคนไทย เป็นโรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุสำคัญมาจากคนไทยนิยมกินเค็มเกินความต้องการของร่างกาย เฉลี่ยแล้วเกือบ 2 เท่า เกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มอาหาร 4 ประเภท ได้แก่ อาหารแช่แข็ง มีโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 890 มิลลิกรัม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียม 1,240 มิลลิกรัม, ขนมกรุบกรอบ มีโซเดียม 201 มิลลิกรัม และกลุ่มเครื่องปรุงรส ที่มีโซเดียมสูงถึง 758 มิลลิกรัม ซึ่งมีปริมาณมากกว่าอัตราควรปริโภคต่อวัน ตามคำแนะนำของ WHO

ขณะนี้ มีการผลักดันนโยบายและสำรวจเกณฑ์ปริมาณสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร ทั้งยังมีการจัดแคมเปญ ลดเค็มเลือกได้ เพื่อเปิดพื้นที่อบรมพัฒนาและปรับปรุงสูตรอาหารลดโซดียม แก่ผู้ประกอบการในภาคเหนือกว่า 60 ร้านค้า โดยทีมงานของ ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ นักวิชาการด้านโภชนการ แล ะในอนาคตจะขยายเให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ปัจจุบัน คนไทยเริ่มเห็นความสำคัญเรื่องแนวทางการลดบริโภคเกลือโซเดียม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการด้านอาหาร ที่เริ่มมีความรับผิดชอบต่อสุขภาวะของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากผลสำรวจปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 2561-2564 ในอาหารประเภทข้าวต้ม โจ๊ก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย พบมีปริมาณลดลง 11.6%

“เราพบว่าสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพของ สสส. เพิ่มขึ้นถึง 21.1% จากเดิมเพียง 4.5% สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการลดบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกายเพิ่มมากขึ้น

“เราคาดหวังว่า ภายปี 2568 คนไทยทั้งประเทศจะสามารถเดินตามแนวทางมาตรการและคำแนะนำของ WHO คือ ไม่บริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยจะมีสุขภาพแข็งแรงและปลอดโรคได้เร็วยิ่งขึ้น” รศ.นพ.สุรศักดิ์ ทิ้งท้าย

ผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ‘ลดเค็มเลือกได้’ เพื่อพัฒนาเมนูอาหารลดโซเดียม สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ LESS SALT เครือข่ายลดบริโภคเค็ม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน