ปัจจุบันนี้คงไม่มีสาว ๆ คนไหนที่ไม่อยากน่าเรียว เพราะว่าเทรนด์หน้าเรียว หรือที่เรียกกันว่า V – shape กำลังมาแรงแบบสุด ๆ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงาน โดยวิธีทำให้หน้าเรียวก็มีหลายวิธี มีทั้งวิธีธรรมชาติที่เหมาะกับคนงบน้อยและต้องทำเป็นประจำทุกวัน หรือจะเป็นวิธีที่ทำร่วมกับคลินิกเสริมความงามสำหรับคนไม่อยากเจ็บตัวมาก ซึ่งบอกเลยว่าเห็นผลไว ไม่ว่าจะเป็นการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามและเมโสแฟตสลายไขมัน หรือจะเป็นวิธีที่ถาวรไปเลยอย่างการผ่าตัดกราม ซึ่งเหมาะกับคนใจสู้เงินถึง แม้จะฟื้นตัวนานแต่ผลลัพธ์เป๊ะปังอย่าบอกใคร โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับรายละเอียดและวิธีการทำให้หน้าเรียวแบบต่าง ๆ จะมีอะไรบ้างตามมาดูกันเลย
วิธีทำให้หน้าเรียวแบบธรรมชาติ
การบริหารหน้าเรียว
สาว ๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ว่ามีวิธีการบริหารใบหน้าให้เรียวเช่นเดียวกับการที่เราออกกำลังกายแขนขาเป็นประจำนั่นเอง โดยการบริหารหน้าเรียวหรือการโยคะหน้า สามารถช่วยลดแก้มและทำให้ใบหน้าของเราดูกระชับขึ้น แม้จะต้องทำเป็นประจำและใช้เวลานาน แต่ข้อดีคือไม่เสียเงินสักบาทแถมไม่เจ็บตัวอีกด้วย โดยท่าบริหารนั้นมีทั้งหมด 5 ท่า ดังนี้
- เป็นท่าที่ฮิตสุด ๆ คือการบริหารใบหน้าด้วยการออกเสียง โดยให้เราทำปากและออกเสียงว่า “อา อี อู แบ” ระหว่างทำควรแสดงสีหน้าให้ชัดเจนที่สุด เริ่มจากคำว่า อา ให้เราอ้าปากให้กว้างที่สุด ต่อมาคือคำว่า อี ให้เราฉีกยิ้มจนรู้สึกตึงแก้มทั้งสองข้าง ต่อด้วยคำว่า อู ให้ทำปากจู๋ และสุดท้ายคำว่า แบ ให้อ้าปากพร้อมแลบลิ้นออกมาจนสุด ทำแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ ให้ได้วันละ 15 ครั้ง เพียงเท่านี้สาว ๆ ก็จะมีใบหน้าที่เรียวสวย เป๊ะ แน่นอน
- ถือเป็นอีกท่ายอดฮิตที่หลาย ๆ คนทำกันโดยเริ่มจากดูดแก้มทั้ง 2 ข้างเข้าหากันจนเป็นปากจู๋ และก็ทำค้างไว้ประมาณ 10 – 15 วินาที ทุกวัน หรือจะใช้ขวดน้ำโดยการใส่น้ำ 100 มิลลิกรัมลงไปในขวดน้ำขนาด 500 มิลลิกรัม จากนั้นใช้ริมฝีปากดูดปากขวดพร้อมยกขวดขึ้นโดยห้ามใช้ฟัน ทำแบบนี้ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที วันละ 2 – 3 ครั้ง ท่านี้จะช่วยบริการทำให้แก้ม ของเรานั้นตึงและกระชับมากยิ่งขึ้น
- คือให้ใช้ลิ้นแตะที่เพดานปาก จากนั้นฉีกยิ้มจนเห็นฟัน แล้วยืดคอขึ้นด้านบนจนรู้สึกตึงที่สุด ทำแบบนี้ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที วันละ 10 – 15 ครั้ง ท่านี้จะช่วยให้สาว ๆ ลดเหนียงใต้คางได้นั่นเอง
- ท่านี้คือการที่เราอมลมไว้ในแก้มข้างใดข้างหนึ่ง จากนั้นจึงดันเอาอากาศจากแก้มด้านหนึ่งไปยังแก้มอีกด้าน ทำแบบนี้สลับกันไปมา ประมาณ 15 – 20 วินาที วิธีนี้จะช่วยกระชับแก้มของเราได้เช่นกัน
- ท่าสุดท้ายให้เราอ้าปากให้กว้างที่สุด ทำค้างไว้ประมาณ 10 – 15 วินาที วันละ 10 ครั้ง ท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าไม่ให้ย่อยคล้อย
การลดมวลไขมัน
วิธีนี้เป็นวิธีแก้ปัญหาที่เห็นผลสุด ๆ แต่จำเป็นต้องใช้ความพยายามและใจสู่อย่างมาก เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไขมันมากหรือมีน้ำหนักตัวเยอะและไม่ได้มีโครงหน้าใหญ่ พราะการที่เราหน้ากลมนั้นส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการที่มีไขมันพอกอยู่บริเวณใบหน้าและลำคอของเรา ซึ่งลดมวลไขมันได้ตามเป้าหมายรับรองว่าหน้าของสาว ๆ จะดูเรียวเป็น V-shape แน่นอน โดยวิธีการลดมวลไขมันที่เราคัดมาแล้วว่าได้ผลดีมีดังนี้

- ออกกำลังกาย : เป็นวิธีที่ต้องอาศัยความอดทน ที่สำคัญคือไม่ควรกลัวการเวทเทรนนิ่ง เพราะไม่ได้ทำให้ขาหรือไหล่ใหญ่อย่างที่เข้าใจ แถมยังช่วยให้ร่างกายเราเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้สาว ๆ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ควรวิ่ง คาดิโอ และอดอาหารเพียงอย่างเดียวเพราะเสี่ยงทำให้โยโย่ได้ ควรเน้นไปที่การลดมวลไขมันโดยสามารถหาซื้อคาลิปเปอร์วัดไขมัน หรือโฟกัสที่สัดส่วนผ่านการนำสายรัดตัวมาวัดเป็นประจำ แทนการโฟกัสที่น้ำหนัก เพราะบางคนแม้จะน้ำหนักลงมาก 5 – 10 กิโล แต่กลับดูผอมลงนิดเดียวเพราะเน้นไปที่การอดอาหารและการคาดิโอ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ยั่งยืน

- ควบคุมอาหาร : เป็นอีกวิธีที่ควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายจึงจะเห็นผลดี ต้องเข้าใจก่อนว่าการควบคุมอาหารไม่ใช่การทานน้อย อย่างการทานแอปเปิลหรือกล้วยผลเดียวอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นการทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่ไม่เกินกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวันหรือเราจะเรียกว่าไม่เกินค่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) โดยสามารถหาคำนวณค่าดังกล่าวในอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ๆ เลย นอกจากนี้สาว ๆ ทุกคนควรรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ลดการทานอาหารที่มีไขมัน ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป – อาหารแช่แข็ง เพราะโซเดียมในอาหารเหล่านี้จะส่งผลให้ใบหน้าของเราดูบวม และแอลกอฮอล์ก็จะส่งผลทำให้เกิดอาการบวมน้ำแถมยังเป็นพลังงานที่ไม่ก่อประโยชน์ให้ร่างกาย เร่งการสะสมไขมันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงแบบสุด ๆ

- ดื่มน้ำให้มากขึ้น : เคล็ดลับสุดท้ายในการลดไขมันที่เห็นผลอย่างเหลือเชื่อ ก็คือการดื่มน้ำวันละ 8 – 10 แก้ว โดยวิธีนี้นอกจากจะทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย แถมยังทำให้เราอิ่มไวขึ้นถ้าทานน้ำระหว่างมื้ออาหาร เรียกได้ว่าประโยชน์คูณสองเลยทีเดียว
เปลี่ยนทรงผมและใช้เทคนิคการแต่งหน้า
หากจะเรียกวิธีนี้ว่าเป็นวิธีที่ทำให้หน้าเรียวโดยตรงก็ดูจะไม่ถูกนัก แต่วิธีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกและไวสุด ๆ แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจก็ตาม โดยทรงผมที่เราแนะนำนั้นประกอบไปด้วย ทรงผมบ๊อบประบ่าปิดแก้ม, ทรงแสกกลางและไล่ระดับลงมาให้ผมด้านข้างปิดแก้ม และทรงตัดผมหน้าม้าซีทรูช่วยลดพื้นที่บนใบหน้า ซึ่งทรงผมเหล่านี้มีประโยชน์คือสามารถจะช่วยให้ใบหน้าของเราดูหน้าเรียวเล็กได้เป็นอย่างดี ในส่วนของเทคนิคการแต่งหน้านั้นมีรายละเอียดเฉพาะค่อนข้างมากทุกท่านสามารถหาได้ตามอินเทอร์เน็ต โดยเน้นไปที่การใช้ “บรอนเซอร์”เพื่อแรเงาให้ใบหน้ามีมิติมากขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อเราต้องการเปิดผมหรือถูกมองใบหน้าใกล้ ๆ ก็มักจะทำให้เห็นความเป็นจริงที่ว่าใบหน้าของเรานั้นไม่ได้เรียวเล็ก อาจจะพานทำให้เสียความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ
วิธีทำให้หน้าเรียวกับคลินิกเสริมความงาม
พูดถึงวิธีการตามธรรมชาติกันไปแล้วทีนี้มาดูวิธีการทำให้หน้าเรียวกับคลินิกเสริมความงามที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามมาก แถมยังมั่นใจในผลลัพธ์ได้เป็นอย่างดี จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

การฉีดโบท็อกซ์ (Botox)
โบท็อกซ์หรือสาร Botulinum Toxin เป็นสารที่เข้าไปทำงานกับกล้ามเนื้อของเราโดยตรงทำให้มีขนาดเล็กลง ถือได้ว่าวิธีที่ได้ผลดีอย่างมากจนคนแห่ไปทำกันแทบจะทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะไม่ต้องทนเจ็บตัวเหมือนการผ่าตัดปรับรูปหน้าแถมยังสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดว่ากรามมีขนาดลดลง อย่างไรก็ดีวิธีดังกล่าวมีข้อเสียคือหลังจากฉีดแล้วฤทธิ์ของยาจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 8 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลสาว ๆ แต่ละคน ทั้งนี้การฉีดโบท็อกซ์เหมาะกับคนที่กล้ามเนื้อกรามมีขนาดใหญ่จากการเคียวอาหารเป็นประจำ หากคนไหนมีใบหน้าใหญ่เพราะโครงกระดูกหรือมีไขมันมาก ๆ วิธีดังกล่าวอาจจะไม่ทำให้หน้าเล็กลงดังใจหวัง อย่างไรก็ดีการฉีดโบท็อกซ์เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจและค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
การร้อยไหมปรับหน้าเรียว
ถือได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ช่วยยกกระชับหน้าที่ดีสุด ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยเป็นหลัก แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าการฉีดโบท็อกซ์ แต่ก็ช่วยให้หน้าของเราดูเล็กลงและกระชับยิ่งขึ้น ในส่วนของราคานั้นมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการฉีดโบท็อกซ์ ด้วยปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทำให้วิธีดังกล่าวไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
การฉีดเมโสแฟต
นอกจากการฉีดโบท็อกแล้วก็ยังมีวิธีการฉีดเมโสแฟตลดแก้ม ลดเหนียง ให้เล็กลง โดยวิธีนี้เน้นไปที่การลดไขมันบริเวณดังกล่าวโดยตรงผ่านการฉีดสารสลายไขมันอย่างเมโสแฟต เมื่อไม่มีไขมันสะสมก็จะช่วยให้ใบหน้าของเราดูเรียวยาวขึ้น เป็นวิธีทำให้หน้าเรียว ที่หวังผลได้จริง เหมาะกับคนที่ มีไขมันที่หน้า โดยสามารถเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกว่าไขมันเริ่มสลายตัว 10 – 15% และจะเห็นผลชัดเจนสุด ๆ ใน 1 อาทิตย์ หรือ 1 – 3 สัปดาห์
การใช้นวัตกรรมคลื่นความถี่สูงยกกระชับใบหน้า
เช่นการใช้เครื่อง Hifu, Sygmalift, Thermage, Ulthera โดยแต่ละเครื่องนั้นมีความโดดเด่นและแตกต่างกันในรายละเอียดรวมถึงความแม่นยำและเครื่องหมายการค้า แต่ใช้นวัตกรรมเดียวกันคือการใช้คลื่นความถี่สูงมายกกระชับใบหน้าของเราให้ดูเรียวมากขึ้น เหมาะกับคนที่มีผิวคล้อยมาก ๆ โดยสามารถทำร่วมกับโบท็อกกรามและเมโสแฟตได้เช่นเดียวกัน ข้อจำกัดคือแม้ผลลัพธ์ของการใช้คลื่นความถี่จะเป็นที่น่าพอใจ แต่มีราคาค่อนข้างสูง เลยทำให้หลาย ๆ คนไม่เลือกใช้นวัตกรรมดังกล่าว
การผ่าตัดเพื่อปรับรูปหน้า
เป็นวิธีที่เหมาะสุด ๆ กับสาว ๆ ที่มีกรามใหญ่ มีกระดูกขากรรไกรใหญ่ หรือโหนกแก้มใหญ่มาตั้งแต่เกิด ข้อดีของวิธีนี้ก็คือเป็นวิธีที่ทำให้ใบหน้าของเราดูเรียวเล็กลงได้อย่างถาวร แน่นอนว่าเจ็บตัวมากสุดและต้องใช้ทุนทรัพย์เยอะสุดในทุก ๆ วิธี แต่ผลลัพธ์ที่ได้บอกเลยว่าน่าพอใจคุ้มค่ากับการลงทุน แถมยังมีวิธีการทำที่ง่ายไม่ซับซ้อน ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ที่สำคัญคือการเลือกคุณหมอจากเคสรีวิวโดยเลือกคนที่เรารู้สึกชื่นชอบผลงานมากสุด เพราะหากทำแล้วไม่พอใจก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลับไปเป็นแบบเดิมได้ อย่างไรก็ดีคนส่วนมากมักพอใจในผลลัพธ์หลังทำ
วิธีทำให้หน้าเรียวไวสุด
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว หากสาว ๆ คนไหนเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ แน่นอนว่าวิธีที่ทำให้หน้าเรียวไวที่สุดก็ต้องเป็นการฉีดโบท็อกซ์ (Botox) นั่นเอง เพราะสามารถเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดว่ากรามมีขนาดลดลง โดยลดลงเต็มที่ใช้เวลา 2 -3 เดือน หน้าของเราถึงเริ่มเข้าที่ แต่หากสาว ๆ คนไหนที่เป็นคนเจ้าเนื้อการฉีดเมโสแฟตย่อมให้ผลลัพธ์ที่ไวเพราะปริมาณไขมันบนหน้าที่ลดลงทันทีที่ฉีด อย่างไรก็ดีทั้งสองวิธีสามารถทำร่วมกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ที่สุด
วิธีทำให้หน้าเรียว เจ็บน้อยสุด
หากไม่นับวิธีการตามธรรมชาติ แน่นอนว่าวิธีดังกล่าวก็คือการฉีดโบท็อกซ์ (Botox) เพราะเจ็บน้อยกว่าการฉีดเมโสแฟตที่ให้ความรู้สึกแสบเล็กน้อย โดยความเจ็บนั้นเป็นเพียงแค่ระดับมดกัดเพราะเข็มมีขนาดเล็กมาก บอกเลยว่าสบายหายห่วงแน่นอน
การเลือกคลินิกทำหน้าเรียว
เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันมีคลินิกเสริมความงามให้บริการมากมาย การศึกษาข้อมูลความปลอดภัยและเลือกสถานที่รับบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญสุด ๆ โดยสาว ๆ ทุกคนควรคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีป้ายชื่อและใบอนุญาต 11 หลัก รับรองชัดเจน มีความสะอาด ความปลอดภัย และมีความน่าเชื่อถือ โดยดูได้จากเคสรีวิวเพื่อดูผลลัพธ์หลังการรักษา ทั้งนี้การโบท็อก การฉีดเมโสแฟตเป็นหัตถการที่จำเป็นต้องอาศัยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ เพื่อความแน่ใจเราสามารถเลือกคุณหมอได้จากผลงานที่ผ่านมา และสามารถตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์ของคุณหมอ ได้ทางเว็บไซต์ของแพทยสภา ไม่ควรเสี่ยงรับบริการกับคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะอาจส่งผลเสียร้ายแรงจนถึงชีวิต
สรุป
สรุปวิธีการทำให้หน้าเรียวมีหลายวิธี หากหน้าเรียวเพราะไขมันควรฉีดเมโสแฟต หากพบว่าหน้าเรียวจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่ควรการฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่พอใจในผลลัพธ์เพราะเจ็บตัวน้อยเห็นผลไว ทั้งยังไม่ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนกับการออกกำลังกายควบคุมอาหารเพื่อลดไขมัน แต่หากเกิดมาเป็นคนมีโครงกระดูกใบหน้าใหญ่แต่กำเนิดอาจจะต้องพิจารณาการผ่าตัดปรับรูปหน้าเนื่องจากเป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดสุด หากมีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยร่วมด้วยการใช้นวัตกรรมคลื่นความถี่สูงยกกระชับใบหน้าเสริมเข้าไปจะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น สุดท้ายควรเลือกรับบริการกับคลินิกที่ได้มาตรฐานโดยไม่ลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และดูเคสรีวิวประกอบการตัดสินใจ