เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2565ที่ผ่านมา ณ ลาน OZONE SQUARE ชั้น G ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานครในพิธีประกาศผลการแข่งขัน TO BE NUMBER ONE TEEN DANCERCISE THAILAND CHAMPIONSHIP 2023 รอบชิงชนะเลิศกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ เลขาธิการมูลนิธิโครงการ TO BE NUMBER ONE และที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีทีมที่เข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 43 ทีมและทุกทีมมีความสามารถโดดเด่นทำให้คณะกรรมการต้องทำงานหนัก ผลการแข่งขันมีทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศรวม 8 ทีม ได้แก่ รุ่น Junior รางวัลที่1 ทีมUPPERHAND JUNIOR ทีมอิสระ จากสถาบัน UPPERHAND STUDIO,รางวัลที่ 2 ทีม PP Plus Junior ทีมอิสระ จากโรงเรียนสอนศิลปะการแสดงเชิงบวก รุ่น Pre-Teenage รางวัลที่ 1 ทีม Double S Junior ทีมอิสระ จากศูนย์เยาวชนคลองกุ่ม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว,รางวัลที่ 2 ทีม DEK-UPPER ทีมอิสระ จากสถาบันUPPERHAND STUDIO รุ่น Teenage รางวัลที่ 1 ทีม HARMONIZE ทีมอิสระ จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต,รางวัลที่ 2 ทีม YASS (ยาส) ทีมอิสระ,รางวัลที่ 3 ทีม Restart With Crew ทีมอิสระ และทีม MAX SQUAD ทีมอิสระ จากสถาบัน DP DANCE STUDIO

นายสิทธิพล ฉิมสุนทร “ครูป้อม” ครูสอนเต้นทีม UPPERHAND JUNIOR รางวัลที่1 รุ่น Junior และ ทีม DEK-UPPER รางวัลที่ 2 รุ่น Pre-Teenage เล่าว่าปีนี้ส่งทีมเข้าแข่งขัน 2 รุ่น คือ รุ่น Junior และ รุ่น Pre-Teenage สำหรับรุ่น Junior จะโชว์ทักษะการเต้นและความแข็งแรงเป็นหลัก เน้นความสดใสน่ารักของน้องๆ ส่วนรุ่น Pre-Teenage ใช้ธีมคนส่งอาหาร หรือ Grab bike เข้าแข่งขัน เพื่อให้ดูแตกต่าง เน้นความสนุก เฮฮา ตนเองรักและผูกพันกับเวทีเต้นของ TO BE NUMBER ONE เพราะเคยแข่งขันในเวทีนี้มาก่อน มองว่าการเต้นของ TO BE NUMBER ONE ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนเยอะมาก ได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเต้นระหว่างกัน และได้มีโอกาสรวมทีมกับคนที่ชื่นชอบการเต้นเหมือนๆกันเพื่อเข้าแข่งขัน ตอนนี้มาเป็นครูสอนสิ่งที่ภาคภูมิใจจากการสอนก็คือได้เห็นเด็กๆรักกัน สามัคคีกัน เด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น ภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับและภูมิใจแทนผู้ปกครองที่วันนี้น้องๆสามารถทำได้ สัญญาว่าจะพยายามพัฒนาศักยภาพของน้องๆให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

นางสาวสโรฌา มากอินทร์ “บีม” ครูสอนเต้นทีม Kidz Universeรางวัลที่ 3 รุ่น Junior เล่าว่าที่ได้มาสอนเต้นให้กับน้องๆ เนื่องจากตนเองเคยเข้าแข่งขันเต้นในเวที TO BE NUMBER ONE มาก่อน พออายุเกินเกณฑ์แล้ว จึงผันตัวเองมาเป็นครูสอนเต้นและทำทีมส่งเข้าแข่งขัน เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบเต้น จึงได้นำความสามารถที่มีไปสอนน้องๆให้ความรู้กับน้องๆรุ่นใหม่ ประโยชน์จากการเต้น ที่เห็นได้ชัดหลังจากฝึกฝนผ่านไป 3 สัปดาห์คือร่างกาย จากน้องที่ป่วยง่ายไม่แข็งแรง แต่หลังจากฝึกฝน น้องๆสามารถเต้นได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แสดงว่าร่างกายเขาแข็งแรงขึ้นมาก ถัดมาเป็นเรื่องความจำ จากวันแรกที่จำท่าเต้นไม่ได้เลย วันนี้สามารถจำท่าเต้นได้ตั้งแต่แรกจนจบ และยังสามารถต่อยอดประสบการณ์จากเวทีนี้ไปยังเวทีอื่นๆในระดับประเทศหรือระดับโลกได้ และมองว่าการเต้นสามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพได้ด้วย สำหรับการฝึกซ้อมของทีมด้วยน้องๆอายุยังน้อยประมาณ 5-6 ขวบ แรกเริ่มก็ยังไม่ได้อะไรเลย แต่วันนี้เขาสามารถจำท่าเต้นได้ เต้นได้ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของเขา ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น เรื่องรางวัลในการแข่งขันไม่เป็นไร เพราะเน้นให้น้องๆได้พัฒนาและนำไปต่อยอดในอนาคตได้

นางสาวกรวรรณ วิเสริฐ “ครูแป้ง” ครูผู้คุมทีม Double S Junior รางวัลที่1รุ่น Pre-Teenage เล่าว่าจุดเริ่มต้นคือตนเองเคยได้ร่วมแข่งขันเต้นในโครงการ TO BE NUMBER ONEมาก่อน และมองว่าเวทีของ TO BE NUMBER ONE เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้กับทุกๆคนและตอนนี้ตนเองก็อายุเกินเกณฑ์ที่จะลงแข่งขันได้แล้วจึงอยากให้น้องๆมีประสบการณ์ในการประกวดเต้น ใช้เวลาฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันในปีนี้ประมาณ 3 เดือนลงแข่งขันโดยใช้ธีมนักเรียน เน้นความเป็นธรรมชาติของเด็กๆที่สดใสน่ารัก ใช้ท่าเต้นที่หลากหลาย เช่น ฮิปฮอป แวคกิ้ง มองว่าประโยชน์ของการเต้นคือ ทำให้น้องๆได้ออกกำลังกาย ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกความรับผิดชอบตัวเอง การเต้นในโครงการ TO BE NUMBER ONE ยังทำให้ได้มิตรภาพเพิ่มขึ้น เพราะมีการเก็บตัวในกิจกรรม TO BE NUMBER ONE CAMP DANCERCISE ทำให้น้องๆได้เชื่อมสัมพันธ์กันมากขึ้น และขอขอบพระคุณทูลกระหม่อมที่ได้ประทานโครงการดีๆมาให้กับเยาวชน

นายชนกพล เจียมสุขใจ “ตฤณ” หนึ่งในนักเต้นจากทีม HARMONIZE รางวัลที่ 1 รุ่น Teenage เล่าว่า

ตนเองแข่งเต้นในเวที TO BE NUMBER ONE มาตั้งแต่ ป.6 จนจบ ม.6 ตนจะรักการเต้นมากเพราะการเต้นทำให้เราแข็งแรง มีเพื่อน มีวินัย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปทางด้านสายกีฬาเป็นนักยิมนาสติกแอโรบิก ทีมชาติไทย อาจห่างหายจากการเต้นไปบ้างแต่ก็ยังรักในการเต้นอยู่ ซึ่งธีมการแสดงของทีมที่ใช้ในปีนี้คือ “คู่แฝด อิน-จัน แฝดสยามคู่แรกของโลก” เน้นการโชว์ที่สื่อถึงความเข้าใจในตัวละคร มองว่าการเต้นเป็นศิลปะ เป็นเสน่ห์ ทุกครั้งที่เต้น เราจะอยากโชว์สื่อถึงตัวละคร หรือบุคคล ที่เราสวมบทบาทโดยใช้ท่าเต้นของเราเป็นการท้าทายตัวเองอย่างหนึ่งว่าถ้าเราสามารถสื่อให้คนดูดูแล้วรับรู้เข้าใจ ชื่นชอบ ก็จะทำให้เราภูมิใจมาก การที่เราเป็นทั้งนักเต้นและนักกีฬาก็จะยิ่งทำให้โชว์ของการเต้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้ท้าทายตัวเอง และต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นให้ทันกับเพื่อนๆโดยต้องฝึกฝนและทำความเข้าใจท่าเต้นต่างๆเพิ่มขึ้น วันนี้ภูมิใจกับทุกคนในทีมที่ได้เข้ารอบไปแข่งในระดับประเทศ สัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุด

นายภูคณิน ศรีสุวรรณโยธิน“ภู” หนึ่งในทีมนักเต้นจากทีม YASS รางวัลที่ 2 รุ่น Teenage เล่าว่าที่ตัดสินใจเข้าแข่งขันปีนี้เพราะอยากหาประสบการณ์ โดยได้รวมทีมกับน้องๆที่รักการเต้นเหมือนกัน เป็นการรวมทีมในนาม YASS เพื่อเข้าแข่งขันเป็นครั้งแรก มองว่าเวทีแข่งขันเต้นของ TO BE NUMBER ONE สามารถต่อยอดไปได้ในหลายทาง ส่วนแนวการเต้นปีนี้เน้นสไตล์การเต้นฮิปฮอปเป็นหลักโชว์ความแข็งแรง ความพร้อมเพรียงและมีตีลังกาบ้าง มองประโยชน์ของการเต้นนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังได้เรื่องระเบียบวินัยในการซ้อม การทำทีม สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้ นอกจากนี้ยังได้เพื่อนใหม่ ได้พี่น้องเพิ่มขึ้น เหมือนเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง

นายวุฒิพงษ์ แซ่ปึง “ครูแชมป์” ครูสอนเต้นทีม Restart With Crew รางวัลที่ 3 รุ่น Teenage เล่าว่าตนเองเคยเข้าร่วมการแข่งขันเต้นในโครงการ TO BE NUMBER ONE เมื่อปี2519ในนามทีมออซั่ม สำหรับตัวเองแล้วมองว่าการเต้นของ TO BE NUMBER ONE ให้ประโยชน์มาก การเต้นคือส่วนหนึ่งของชีวิต การเต้นไม่ได้ช่วยให้เราเต้นเป็นอย่างเดียว แต่ช่วยเราในเรื่องทัศนคติ การคิด สังคม พอได้มาสอนเต้นในโครงการ TO BE NUMBER ONE ยิ่งทำให้มีความเข้าใจเด็กๆที่เราสอนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กๆโตขึ้น รู้จักมีความรับผิดชอบมากขึ้น ได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพของตนเอง นำไปสู่การใช้ชีวิตการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีคุณภาพ สามารถเอาการเต้นไปประกอบอาชีพหรือไปต่อยอดในวงกว้างได้ วันนี้ได้ผ่านเข้ารอบถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ทีมเราสามารถทำได้สำเร็จ แต่เราก็จะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เราจะทำให้ดียิ่งขึ้นอีก

นางสาวพัชราภา สีสาเอี่ยม “ชมพู่” หนึ่งในนักเต้นทีมMAX SQUAD รางวัลที่ 3 รุ่น Teenage เล่าว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ตนเองได้เข้าร่วมแข่งขันเต้นในโครงการ TO BE NUMBER ONE เพราะรู้สึกว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่ใหญ่ระดับประเทศและเป็นเวทีที่สามารถทำให้พี่ๆน้องๆทุกคนประสบความสำเร็จในการเป็นนักเต้นได้ บางคนก็ได้ไประดับโลกก็มี จึงอยากจะมาหาประสบการณ์ ใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 3 เดือน โดยจะมีครูเป็นผู้ฝึกสอน ช่วยเพิ่มทักษะการเต้นในหลายๆด้าน ทำให้เรามีพื้นฐานการเต้นที่แข็งแรงและมีความพร้อมในการแข่งขันมากขึ้น ประโยชน์จากการเต้นนอกจากจะทำให้ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลายๆที่ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในเรื่อง ต่างๆไม่เฉพาะแค่เรื่องเต้น มีทั้งเรื่องเรียนหรือการต่อยอดในระดับมหาวิทยาลัยก็จะมีพี่ๆมาช่วยให้คำปรึกษา คำแนะนำด้วย ตนเองมองว่าการเต้นในอนาคตจะเติบโตมากขึ้น และสามารถสร้างอาชีพให้กับเราได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน