เมื่อวันที่ 8 ก.พ.66 ณ ห้องประชุมบัวหลวงปทุมธานี ศาลากลาง จังหวัดปทุมธานี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการดำเนินโครงการด้านทรัพยากรน้ำ พื้นที่จังหวัดปทุมธานี พร้อมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการภายใต้แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน และความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการสถานีสูบน้ำถาวรปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายชุติมนต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายยงยส เนียมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 11 และผู้เกี่ยวข้อง บรรยายสรุปการดำเนินงานและร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (พ.ศ. 2567 – 2572) ภายใต้แผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ด้วยการปรับปรุงขุดขยายคลองชลประทานเดิม จำนวน 26 คลอง ความยาวรวม 490 กิโลเมตร รวมทั้งก่อสร้างและปรับปรุงอาคารบังคับน้ำเพิ่มเติม บริเวณคลองต่างๆ ให้สามารถระบายน้ำได้มากขึ้น ดังนี้
- คลองระพีพัฒน์ ตั้งแต่ประตูระบายน้ำพระนารายณ์ ถึง ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภาค ความยาว 32.28 กิโลเมตร
- คลองระพีพัฒน์แยกตก ตั้งแต่ประตูระบายน้ำพระศรีศิลป์ ถึง ประตูระบายน้ำพระอินทร์ราชา ความยาว 36.65 กิโลเมตร
- คลองระพีพัฒน์แยกใต้ ตั้งแต่ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภาค ถึง ประตูระบายน้ำพระธรรมราชา ความยาว 28.49 กิโลเมตร
- คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ตั้งแต่สถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ ถึง สถานีสูบน้ำเสาวภาผ่องศรี ความยาว 40.55 กิโลเมตร
- คลองรังสิตประยูรศักดิ์ – คลองหกวาสายล่าง ประกอบด้วย ปรับปรุงคลอง 13, 14, 15 และ 16 ความยาวรวม 40.72 กิโลเมตร
- คลองหกวาสายล่าง – คลองบางขนาก ประกอบด้วย ปรับปรุงคลองหกวาสายล่าง คลอง 13, 14, 15, 16 และ 17 ความยาวรวม 79.25 กิโลเมตร
- คลองพระองค์ไชยานุชิต – คลองนครเนื่องเขต – คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสาขา ความยาวรวม 132.60 กิโลเมตร
- คลองด่าน – คลองสำโรง และคลองสาขา ความยาวรวม 41.89 กิโลเมตร
ปัจจุบัน ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและสำรวจพื้นที่เสร็จแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิม 210 ลบ.ม./วินาที เป็น 400 ลบ.ม./วินาที สามารถบรรเทาอุทกภัย ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 276,000 ไร่ ลดมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยปีละ 5,085 ล้านบาท ทั้งยังเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในคลองช่วงฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 18 ล้าน ลบ.ม./ปี ได้อีกด้วย

สำหรับ โครงการสถานีสูบน้ำถาวรปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ ขนาด 12 ลบ.ม./วินาที จำนวน 8 เครื่อง และขนาด 6 ลบ.ม./วินาที จำนวน 8 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 144 ลบ.ม./วินาที เป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำแบบถาวร ทดแทนสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรบริเวณปากคลองรังสิตฯ ที่มีสภาพชำรุดเนื่องจากการใช้งานมานาน ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งหากดำเนินโครงการฯ แล้วเสร็จตามแผน (2567-2569) จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังช่วยลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้อีกด้วย

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินโครงการด้านทรัพยากรน้ำ ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ บรรเทาปัญหาความเดือนร้อนให้แก่ประชาชน ได้อย่างเป็นรูปธรรม