‘แม่น้ำโขง’ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อทุกชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลุ่มน้ำโขงเพียงเล็กน้อย ล้วนส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อทุกชีวิตเหนือลุ่มน้ำ ดังนั้นองค์ความรู้เรื่องผลกระทบ และการวางแผนการรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนลุ่มน้ำทุกคนควรรับรู้และทำความเข้าใจ

เป็นเหตุให้ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดทำ ‘โครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยระบบนิเวศ ในบริบทความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในลุ่มแม่น้ำโขง’ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยระบบนิเวศ (EbA)

ศึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดผลกระทบของปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ และปรับตัวในแต่ละพื้นที่ นำร่องในระดับชาติเชื่อมโยงกับระดับภูมิภาคในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมีพื้นที่ศึกษานำร่อง คือ ลุ่มน้ำยัง (ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี) ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ จ.มุกดาหาร จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร

เพื่อเสริมสร้างการรับรู้และการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในประเทศไทย ให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมีระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การแทรกแซงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดำเนินการโดยชุมชนเปราะบางในประเทศไทย พร้อมทั้งจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วมและภัยแล้งได้

การเพิ่มพูนความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับมาตรการปรับตัวและความรู้เกี่ยวกับ EbA นับเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือระดับชาติและระดับภูมิภาคในการวางแผนและการดำเนินการด้านการปรับตัวในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2566-2569)

การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation : EbA) คือ การใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและประโยชน์ต่างๆ จากระบบนิเวศ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการปรับตัว ที่สามารถนำมาใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มนุษย์สามารถรับมือกับผลกระทบเชิงลบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ฝนตกถี่ขึ้น ปริมาณน้ำฝนมีมากขึ้น เกิดน้ำท่วมและการกัดเซาะ ในทางกลับกันอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้การกักเก็บปริมาณน้ำฝนในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง เกิดสภาวะแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเกิดพายุรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การนำ EbA มาปรับใช้รักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาประการหนึ่งที่สามารถช่วย อนุรักษ์ ฟื้นฟู ด้านต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำและดินให้สามารถทำหน้าที่จัดวงจรภายในอุทกวิทยาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ เนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงหรือภาวะภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น ภูมิทัศน์ริมฝั่งน้ำพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือที่ราบน้ำท่วมถึงในพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยและพื้นที่ต้นน้ำ ให้เหมาะสมกับฝนที่ตกหนักขึ้น ตลอดจนปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นและความถี่ที่มากขึ้นด้วย

จากภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ นอกเขตพื้นที่ชลประทานรวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้ทรัพยากรมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการข้างต้น คือการสาธิตการแทรกแซงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นที่การจัดการน้ำท่วมและภัยแล้งในชุมชนเปราะบางและระบบนิเวศต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นฐานองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินงานระดับชาติและระดับภูมิภาค เกี่ยวกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขยายใน GMS ทั้งความร่วมมือระดับชาติและระดับภูมิภาคด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน